คณะทำงานวาระทางสังคม
(Social Watch Thailand)

ก่อตั้งเมื่อพศ.2542   เกิดขึ้นจากการปรึกษาหารือและการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่ม   นักวิชาการและนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน  เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแสวงหานโยบาย และมาตรการรูปธรรม ที่แก้ปัญหาอันเนื่องจากการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมภายใต้ข้อตกลงการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มนักวิชาการและนักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน

คณะทำงานวาระทางสังคม   เริ่มมีบทบาทการเคลื่อนไหวด้านความรู้กับปฏิบัติการทางสังคมที่ชัดเจนขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับสมัชชาคนจน ปากมูน และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนในการจัดชุดเสวนา  แก้โครงสร้างอย่างไรจึงจะหายจน  ซึ่งเป็นตัวแบบในการทำงานเรื่องอื่นๆต่อมา   ในการทำงานเรื่อง 3 จว.ชายแดนใต้ เป็นช่วงที่งานชัดเจนขึ้นในการมีบทบาทเชื่อมนักวิชาการ  ชาวบ้าน และสังคม  จากนั้นได้มาทำงานโครงการพัฒนาความเป็นธรรมทางสังคม  ระยะแรก ปี 2556  ต่อมาในช่วงปี 2556-2557 ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานเรื่องPost 2015  และร่วมกับคณะทำงานด้านเด็กทำเรื่องเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็ก  ในปี2558-2559 ได้ร่วมงานกับสถาบันวิจัยสังคมในโครงการสานพลังสังคมเครือข่าย แผนงานความเป็นธรรมทางสังคม  ผลงานล่าสุด ได้จัดทำรายงานสังคมไทย 2559 สังคมสังเกต สังเกตสังคม  ซึ่งนับเป็น Social  Watch Thailand Report 2016  และมีเว๊ปไซต์  http://social-agenda.org

สมาชิกคณะทำงานวาระทางสังคม  มีดังนี้  สถาบันวิจัยสังคม  ศูนย์ศึกษาพัฒนาสังคม  คณะรัฐศาสตร์  ศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์  ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก  มูลนิธิผู้หญิง  มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน  มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ  มูลนิธิเกษตรยั่งยืน  มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ  คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนอิสาน   โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)

ภาคประชาสังคมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

คณะทำงานวาระทางสังคม  (Social  Watch Thailand)  เป็นสมาชิก Social Watch ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมระดับโลก  ติดตามการพัฒนาสังคม  และจัดทำรายงาน Social  Watch Report  คณะทำงานวาระทางสังคม ได้เขียนรายงานส่งให้  Social Watch เป็นประจำเกือบทุกปี ตั้งแต่ ปี 2544

การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้เป็นประเด็นหลักของรายงานประจำปี ตั้งแต่ปี 2554

เมื่อเดือนตุลาคม 2552  ที่ประชุมสมัชชา Social Watch ที่อักกรา  ประเทศกานา ได้ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และกรอบการทำกิจกรรมในปัจจุบันของเครือข่าย Social Watch  โดยยืนยันปณิธานที่จะทำงานเรื่องสันติภาพ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมระหว่างหญิงชาย และสิทธิของประชาชนทุกคนที่จะไม่ยากจนต่อไป

นอกจากนี้ เมื่อใช้ความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเกณฑ์แล้ว ที่ประชุมสมัชชาฯยังยอมรับอีกว่าความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ(โลกร้อน)ถือเป็นภัยร้ายที่คุกคามความอยู่รอดของโลกเรา เครือข่าย Social Watch จึงจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาต่อรองเรื่องความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ด้วย โดยถือเป็นการทำกิจกรรมตามหลักการเรื่องความเป็นธรรมทางสังคมและความเป็นธรรมระหว่างหญิงชาย

เพื่อให้เป็นไปตามหลักการเหล่านี้  เครือข่าย Social Watch ได้รณรงค์ส่งเสริมกกิจกรรมของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า มุมมองใหม่การพัฒนาและความก้าวหน้า (Rethinking Development and Progress)  ซึ่งเป็นการรวมตัวกันเป็นพันธมิตรของผู้นำนักกิจกรรมประชาสังคม ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจากทั่วโลกจำนวน 15 คนโดยมีเจตนาจะสะท้อนมุมมองต่างๆเรื่องการพัฒนา ประเมินผลต้นแบบของการพัฒนาและความอยู่ดีกินดี ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบที่เป็นทางเลือก ทบทวนตัวชี้วัดและเป้าหมายของการพัฒนาซึ่งรวมไปถึงเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals–MDGs) ด้วยการหาข้อสรุปของยุทธศาสตร์การพัฒนาในอนาคต และนำเสนอข้อแนะนำเชิงนโยบายให้แก่ที่ประชุมสุดยอดแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปี 2555 (2012 United Nations Conference on Sustainable Development)

กลุ่มมุมมองใหม่การพัฒนาและความก้าวหน้าชี้ให้เห็นว่า การจะเผชิญกับผลกระทบของวิกฤตนานาประการ (ทั้งทางการเงินการคลัง ภูมิอากาศ อาหาร พลังงาน) ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ให้ได้นั้น เราจำเป็นต้องใช้วิธีการที่ครบวงจรซึ่งคำนึงถึงความเสมอภาคและเป็นธรรมระหว่างประเทศต่างๆและภายในแต่ละประเทศ แต่ความเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายในขณะนี้ ไม่ได้นำไปสู่การสร้างงานและขจัดความยากจนเลย  ดังนั้น เป้าหมายเฉพาะหน้าที่ต้องไปให้ถึงก็คือความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม (Inclusive growth) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

บรรดาวิกฤติการณ์ต่างๆที่โลกกำลังเผชิญอยู่ล้วนแสดงว่าต้นแบบการพัฒนาซึ่งใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีแต่จะนำเราไปสู่ทางตัน จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องตัดขาดกับวิธีปฏิบัติแบบที่เคยใช้กันมาและหาหนทางใหม่ๆ นำบทเรียนจากวิกฤติการณ์เหล่านี้มาใช้ และค้นหาเป้าหมายและมาตรการของการพัฒนาและความก้าวหน้าทางสังคมในซีกโลกเหนือ-ใต้กันใหม่อย่างถึงรากถึงโคน

กุญแจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่ที่การมีส่วนร่วมในระดับชาวบ้าน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกระบวนการพัฒนาทั้งหลายหันไปใช้วิธีการประสานงานกับทุกภาคส่วน (Cross-sectoral co-ordination) และบูรณาการผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้าด้วยกัน ดังที่แผนปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Agenda 21) ย้ำเอาไว้ว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากสาธารณชนทุกส่วนไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย ดังนั้น รายงานประจำปีระหว่างประเทศของ Social Watch จึงจะมีบทบาทสำคัญในการอภิปรายว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน

พลังความน่าเชื่อถือขององค์กรและกลุ่มพันธมิตรระดับชาวบ้านนั้นมาจากภูมิรู้ในข้อเท็จจริงในพื้นที่ รวมทั้งการเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงและเป็นผู้ให้ข้อมูลหลักด้วยตนเองเนื่องจากมีประสบการณ์จริงในเรื่องนั้นๆ และที่สำคัญก็คือองค์กรและกลุ่มดังกล่าวเหล่านี้เป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาท้าทายสำคัญๆซึ่งส่งผลกระทบกับแต่ละประเทศ

Spotlight on Sustainable Development (http://www.socialwatch.org/node/17211)

กลุ่มมุมมองใหม่การพัฒนาและความก้าวหน้า และเครือข่าย  ได้จัดทำรายงาน Spotright on Sustainable Development  รายงานถึงความก้าวหน้าของการดำเนินการ  วาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 (SDGs) นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 เป็นต้นมา  โดยเน้น 5 ประเด็นใหญ่ๆ คือ โอกาส  ปัญหา อุปสรรค  สัญญาณบวก และการสร้างกลไกความรับผิดชอบ (accountability)

  1. โอกาส วาระการพัฒนา 2030 เป็นโอกาสที่สำคัญ เพราะวาระชุดใหม่นี้มีการพัฒนาขึ้นมาจาก MDG ที่โฟกัสแคบๆ เพียงแค่การลดความยากจนและจัดให้มีความช่วยเหลือพื้นฐานสำหรับคนจน   ในขณะที่ SDG ให้ความสำคัญกับเรื่องโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ ระบบการเงิน ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และภาระหน้าที่ของเหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วอีกด้วย
  2. ปัญหา ที่รายงานฉบับนี้เน้นย้ำก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ความยากจนหลายมิติ และมีปัญหาที่ยังคงแก้ไม่ตก เช่น การค้ายาเสพติด การดูดทรัพยากรออกไปจากท้องถิ่น เช่นในประเทศไทย มีเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง สร้างนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก โรงงานไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ การขุดเจาะน้ำมัน การตัดไม้ทำลายป่า การกว้านซื้อที่ดิน  ซึ่งเป็นการเอาเปรียบและดูดทรัพยากรออกไปจากท้องถิ่น     ในขณะที่ในประเทศอื่นๆ มีปัญหาการอพยพของผู้ลี้ภัยความขัดแย้ง  การไหลออกของเงินโดยผิดกฏหมาย (illicit finance flows) ไปยังแหล่งหลบภาษี เช่น มอลต้า สวิตเซอร์แลนด์ และปานามา   ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยลง ในขณะที่การบริการที่ประชาชนควรจะได้รับ เช่นด้านสุขภาพ การศึกษา ก็ไม่ได้รับการพัฒนา   และรัฐยังหันไปหากลไกใหม่ๆที่จะลดภาระตัวเอง เช่น public private partnership (ความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน) ซึ่งขาดความโปร่งใสและอาจเอื้อให้ธุรกิจขนาดใหญ่เอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้งแทนของคนส่วนใหญ่
  3. อุปสรรค  แม้ว่า SDGs เป็นโอกาสที่ดี แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะถูกนำไปปฏิบัติจนได้ผลจริง  เพราะ SDGs ได้มาจากการประนีประนอมกันระหว่าง 193 ประเทศ จึงไม่ได้มีแนวทางที่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ (implement)   อุปสรรคที่สำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจทั่วโลกยังอยู่ภายใต้การชี้นำของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (neoliberal) อิทธิพลของกลุ่มล็อบบี้ของธุรกิจขนาดใหญ่   ข้อตกลงการค้าเสรี เช่น TRIPS, TPP  ความคลั่งไคล้ตัวเลขการเจริฐเติบโตทางเศรษฐกิจ  ซึ่งล้วนนำไปสู่การออกกฎการค้าระหว่างประเทศที่เน้นการค้าเสรี เพิ่ม “ความสามารถในการแข่งขัน” และลดกำแพงต่างๆที่จะจำกัดการไหลของสินค้า  ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม  มาตรฐานทางสิทธิมนุษยชน     เอกสารหลายชิ้นในปี 2558-2559 เช่น เอกสารปานามา “ลักซ์ลีก” และ รายงาน Mbeki ก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่า เหล่าคนร่ำรวยสามารถจะเลี่ยงภาษี และปิดบังรายได้ของตัวเองด้วยวิธีต่างๆ ทำให้รัฐไม่สามารถจะควบคุมการเก็บภาษีและหาเงินมาใช้จ่ายในการดำเนินการ SDGs ได้  และยังมีระบบการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและนักลงทุน ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติไม่จำเป็นต้องเคารพกฎหมายทางด้านสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ     นอกจากนี้ อำนาจของธุรกิจขนาดใหญ่ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการควบรวมกิจการและการเข้าซื้อ (M&A) ธุรกิจอาหาร เบียร์ ยา และสารเคมี
  4. สัญญาณบวก SDGs ดูเหมือนจะได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกของ UN อย่างน้อย 22 ประเทศ และประเทศในกลุ่ม G20 ที่ตกลงจะนำ SDGs ไปเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการจัดทำนโยบายภายในประเทศ   และยังมีภาคประชาสังคม กลุ่มพลเมือง และรัฐบาลท้องถิ่น ที่เริ่มมีการจัดตั้งเครือข่าย จัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ SDGs แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมจากฐานล่าง  bottom-up engagement ด้วย   ซึ่งน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่มีแรงกดดันจากประชาชนภายในประเทศ และจากพลังจากฉันทามติในระดับโลกนี้ด้วย
  5. กลไกความรับผิดชอบ  รายงานฉบับนี้เน้นความสำคัญที่จะต้องมีการติดตามและทบทวนผลการปฏิบัติงาน ในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และในระดับโลก  โดยสร้างบนฐานความสำเร็จของกลไกตรวจสอบสิทธิมนุษยชนโดยสหประชาชาติ (Universal Periodic Review) ซึ่งมีรายงานสามฉบับจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จากรัฐบาล และจากสหประชาชาติเอง  นั่นหมายความว่า จะต้องมีการตรวจสอบที่เป็นอิสระจากหลายฝ่าย  ไม่ใช่ให้ผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้ตรวจสอบตัวเอง   และในการตรวจสอบนี้จำเป็นต้องดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายเชิงคุณภาพด้วย ไม่ใช่วัดจากตัวเลขสถิติหรือผลที่ได้อย่างเดียว