south 1

 

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

 

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีพื้นที่ป่าและฐานทรัพยากรธรรมชาติได้แก่ ดิน น้ำ ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมที่สมบูรณ์ มีแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำปัตตานี (เพิ่มศักดิ์และคณะ, 2553) วิถีชุมชนดำเนินไปอย่างเรียบง่ายบนฐานการพึ่งพิงทรัพยากรเพื่อการยังชีพ มีความสามัคคีกลมเกลียว มีการใช้ความรู้ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งมีกติกาหรือข้อตกลงร่วมกันในการจัดการชุมชนและทรัพยากรในท้องถิ่นที่เรียกว่า “ฮูกุมปากัต” ถือเป็นกลไกสำคัญเพื่อให้การใช้ทรัพยากรมีการแบ่งปัน รับประโยชน์และมีการกระจายอย่างเท่าเทียมกัน แม้ว่าค่าเฉลี่ยรายได้/หัวที่วัดเป็นมูลค่าทางการเงินจะต่ำแต่ชุมชนยังมีความสุของค์รวม ชุมชนอาศัยและดำรงชีวิตอยู่กับเขา นา เลอย่างเคารพแบบพอเพียงมาอย่างยาวนานจนมีความเชื่อมโยงผูกพันกับพื้นที่อย่างลึกซึ้งซับซ้อน เกิดเป็นวิถีของชุมชนที่มีความเหมาะสมกลมกลืนกับพื้นที่ที่ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งมีลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นดังกล่าวช่วยสร้างความเป็นธรรมและช่วยบรรเทาความเหลื่อมล้ำได้

 

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาความไม่เป็นธรรมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับลงมา ชุมชนไม่อาจต้านรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากกระแสการพัฒนาแผนใหม่จากภายนอกที่ไหลบ่าเข้ามาในชุมชนอย่างรุนแรงได้ ปัญหาความไม่เป็นธรรมส่วนใหญ่มักเกิดจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ ผ่านโครงการต่างๆที่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ไม่มีการปรึกษาหารือกับชุมชนท้องถิ่น ทำให้ไม่รู้ไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงท้องถิ่น ในที่สุดการพัฒนาถึงแม้ว่าจะมีเจตนาดีก็กลายเป็นผลร้ายซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงชุมชนในมิติต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุการณ์ความไม่สงบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สมมุติฐานหรือเงื่อนไขหนึ่งที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้งที่นำไปสู่การประทุไปสู่ความรุนแรงในพื้นที่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากผลกระทบจากกระบวนการพัฒนาดังกล่าวนี้

 

ความไม่รู้เท่าทันทำให้ชาวบ้านถูกเบียดขับออกไปจากพื้นที่กลายเป็นคนชายขอบและสูญเสียสิทธิของตนเองไปโดยไม่รู้ตัว การสูญเสียพื้นที่ส่วนรวม “เฮาะออแฆฆามา” ของชุมชนก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ สังคมขาดความเป็นธรรม มีการเปรียบเทียบทางความรู้สึก ทั้งความแตกต่างทางศาสนา การครอบครองทรัพยากร นำไปสู่ความคับแค้นใจ ความขุ่นเคือง ความมีอคติ กลายเป็นความทุกข์กังวล และความคับแค้นใจกลายเป็น “ภัยพิบัติทางจิตวิญาณ” ของประเทศ ตราบใดที่ยังไม่มีทางออก ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบนับวันจะสูญเสียความอดทนอดกลั้น เกิดความหวาดระแวงและหมดศรัทธาระหว่างกันและต่อรัฐมากขึ้นทุกที สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนนอกจากค่าเฉลี่ยรายได้ที่วัดเป็นมูลค่าทางการเงินจะไม่สูงขึ้นแล้ว ระดับความสุขในองค์รวมก็อยู่ในระดับต่ำจนน่าใจหาย จนในที่สุดก็จะกลายเป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเกิดสถานการณ์ความรุนแรงได้โดยง่าย

 

south 2JPG

 

 

แนวคิดที่จะหาจุดเริ่มต้นในการแสวงหาทางเลือกและโอกาสที่จะลดเงื่อนไขและปมปัญหาความเหลือมล้ำและความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้น่าจะกระทำได้โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน เนื่องจากชาวบ้านเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกด้านและมีความเข้าใจท้องถิ่นตัวเองมากกว่าคนอื่น เพียงแต่มีข้อจำกัดบางด้าน เช่น ขาดช่องทาง ไม่มีพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมที่เหมาะสม ดังนั้นการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนและเพิ่มเติมความร่วมมือจากผู้รู้ในเชิงวิชาการที่สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการทำให้ชุมชนท้องถิ่น กลไกการพัฒนาและระดับนโยบายเกิดความรู้ความเข้าใจ รู้เท่าทันต่อสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงให้สามารถปรับตัวตั้งรับกับการคุกคามได้อย่างเข้มแข็ง เพื่อรักษาสันติสุขและความเป็นธรรมได้ในอนาคตอย่างยั่งยืน

 

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ

 

1) เพื่อศึกษา เก็บข้อมูลและสังเคราะห์ข้อมูลให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่ชอบธรรมในมุมมองจากชาวบ้านพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

 

2) เพื่อค้นหาปัจจัยและสาเหตุที่ทำให้เกิดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งสิ่งที่จะทำให้ช่องว่างเหล่านั้นลดน้อยลง

 

3) เพื่อนำเสนอรายงานผลการศึกษาแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อันจะนำไปสู่การสร้างความเสมอภาคและความชอบธรรมในสังคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

 

พื้นที่ศึกษาเลือก 5 หมู่บ้าน สำหรับ 5 กรณี คือ (1)บ้านตะโละอาโห ตำบลตะโละกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี  กรณีการเลี้ยงปลาทับทิม (2)บ้านตันหยงลูโละ ตำบลตันหยงลูโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี กรณีการเลี้ยงหอยแครง (3)บ้านปาเซปูเตะ ตำบลปากู อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี กรณีการขุดลอกป่าสาคู(4)บ้านบางปลาหมอ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี กรณีการทำนากุ้ง และบ้านจารังตาดง ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา กรณี การปลูกปาล์มน้ำมัน

 

วิธีการศึกษาใช้การประชุมกลุ่มเป้าหมาย (focus group)  การสัมภาษณ์รายบุคคล การค้นคว้าจากเอกสาร การร่วมสำรวจพื้นที่กับกลุ่มเป้าหมายและการแลกเปลี่ยนในเวทีร้านน้ำชา

 

งานวิจัยมีวิเคราะห์เรื่องความเป็นธรรม จะใช้ประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจ การเข้าถึงและกระจายทรัพยากร ความเป็นประชาธิปไตย การสร้างและการกระจายอาชีพ การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน การสร้างพื้นที่หรือการกระจายความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ การลดช่องว่างความแตกต่างในสังคม ความพอเพียงและประเด็นความมั่นคงของท้องถิ่น(ชีวิตและนิเวศน์) ส่วนเรื่องความชอบธรรมใช้ประเด็นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการตนเอง  ความสอดคล้องทางศีลธรรม/การเบียดเบียน และประเด็นสิทธิชุมชนหรือความเป็นดั้งเดิม

 

south 3

 

ผลการศึกษาพบว่า กรณีการเลี้ยงปลาทับทิมที่บ้านตะโละอาโหการเข้ามาของระบบทุนในชุมชนรวดเร็วมากเริ่มต้นจากการสนับสนุนของบริษัทซี.พี.ผ่านคนกลางที่ชาวบ้านเชื่อถือก่อนหลังจากนั้นมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากหนึ่งบ่อก็ขยายไปเต็มทั่วหมู่บ้านปูพรมเหมือนหลุมระเบิด ช่วยสร้างงานและรายได้ให้กับเจ้าของรถแบคโฮล์และบริษัทขายอาหารสัตว์ ระบบการเลี้ยงก็จะเป็นการเลี้ยงปลาเล็ก โดยมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อและขายต่อในพื้นที่อื่นต่อไป การเลี้ยงในระยะแรกลูกปลาราคาดีมาก แต่ในระยะหลังปลาล้นตลาดราคาตกต่ำ ไม่มีใครรับซื้อ บ่อปลากลายเป็นบ่อร้าง ขาดทุนทั้งเงินและพื้นที่ ผู้เลี้ยงต้องรับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว บริษัทที่มาส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงปลาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

กรณีการเลี้ยงหอยแครงที่บ้านตันหยงลูโละมีการเลี้ยง 2 แบบ คือ แบบเก็บเกี่ยวโดยใช้คราดกลุ่มหนึ่งกับแบบเก็บเกี่ยวโดยใช้มืองมแบบดั้งเดิมอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกลุ่มที่สองนี้เป็นการรวมตัวของชาวประมงพื้นบ้านที่พยายามใช้เครื่องมือแบบภูมิปัญญาดั้งเดิมต่อสู้เพื่อยึดพื้นที่สาธารณะคืนมาจากกลุ่มนายทุนที่เข้ามายึดทำประโยชน์ในพื้นที่สาธารณะ จนกลายปัญหาลุกลามและยังหาบทสรุปไม่ได้ในปัจจุบัน การเลี้ยงหอยแครงแบบงมมือทางกลุ่มจะใช้กระบวนการมีส่วนร่วม เป็นประชาธิปไตย กระจายอำนาจและความรับผิดชอบ โปร่งใสตรวจสอบได้ ใช้มิติศาสนาในการบริหารจัดการผลประโยชน์ให้เกิดการแบ่งปันและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ให้โอกาสกับคนทุกคนและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงหอยแครงที่เก็บเกี่ยวโดยการใช้คราดและผลประโยชน์ส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น

 

south 4

 

กรณีการขุดลอกป่าสาคูที่บ้านปาเซปูเตะเป็นปัญหาจากการพัฒนาของภาครัฐโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำโครงการพัฒนาของภาครัฐเข้ามาขุดลอกป่าสาคูเพื่อทำอ่างเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตร แต่ปรากฏว่าไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เพราะชาวบ้านไม่ได้ใช้ ทางโครงการยังมักง่ายเอาดินที่ขุดลอกไปถมทิ้งในพื้นที่หากินของชาวบ้าน สาคูเป็นพืชที่มีคุณค่าประโยชน์ให้ปัจจัยยังชีพกับชาวบ้านกับชาวบ้านสารพัด  เมื่อพื้นที่ป่าสาคูลดลงทำให้คนยากจนและด้อยโอกาสที่เคยพึ่งพาป่าสาคูเดือดร้อนในการหาอยู่หากิน เช่น การทำตับจาก การขายต้นสาคู แป้งสาคู เป็นต้น สัตว์ป่าและสัตว์น้ำลดลง ซึ่งมีผลกระทบต่ออาชีพการประมงและความมั่นคงทางอาหาร รวมทั้งปัจจัยยังชีพอื่นๆ เมื่อพื้นที่ป่าสาคูลดลงทำให้เกิดปรากฏการณ์สาคูตกเขียวเพราะมีการใช้ทรัพยากรป่าสาคูอย่างเข้มข้นในเชิงพาณิชย์ ทำให้ป่าสาคูหายไปจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว

 

กรณีการทำนากุ้งที่บ้านบางปลาหมอ พบว่า มีการยึดพื้นที่ป่าสาธารณะของชุมชนเพื่อเอาไปทำนากุ้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยการคบคิดกันอย่างเป็นกระบวนการระหว่างนักการเมืองเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ด้วยวิธีการที่แยบยล ทำให้กรรมสิทธิ์ส่วนรวมกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวบ้านซึ่งต่อมากรรมสิทธิ์ก็หลุดไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนในที่สุด ป่าที่เคยเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ชาวบ้านเคยใช้ประโยชน์ได้ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป หมดแหล่งอาชีพและรายได้ในยามขัดสน สัตว์เลี้ยงต้องอาศัยอยู่บนถนน เด็กนักเรียนไม่ยอมไปโรงเรียนเพราะพ่อแม่ให้จับกุ้งหารายได้ ทำให้ผู้ปกครองขัดแย้งกับครู  เยาวชนหลายคนกลายเป็นขโมย พิการและบางคนเสียชีวิตเพราะถูกไฟฟ้าช็อตเพราะนากุ้ง รายได้จากฐานทรัพยากรซึ่งเคยกระจายถึงชาวบ้านส่วนใหญ่ ถูกกระจุกอยู่กับกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งก็คือความขัดแย้งในชุมชนและชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกตัว

 

กรณีการปลูกปาล์มน้ำมันบ้านจารังตาดง เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ปลูกพืชอาหารไปเป็นพืชพลังงานโดยเฉพาะการเข้ามาของปาล์มน้ำมันผ่านนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ ซึ่งมีการปลูกกันมากในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนแต่เริ่มมีการขยายพื้นที่มากขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐและของกลุ่มทุนอย่างกว้างขวาง มีการสร้างโรงงานปาล์มน้ำมัน มีกองทุนสนับสนุนทำให้การปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่า นาข้าว สวนดูซง รวมทั้งบางพื้นที่ที่ไม่มีความเหมาะสมในการปลูกปาล์มน้ำมันก็ตาม เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกไม่มีความรู้ความเข้าใจหรือประสบการณ์ที่ดีพอเกี่ยวกับปาล์มน้ำมันและมองแต่มิติทางด้านเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว การเข้ามาของพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นทางเลือก เป็นที่พึ่งและความมั่นคงของท้องถิ่น นโยบายที่เลือกสนับสนุนเฉพาะปาล์มน้ำมัน โดยไม่ให้ความสำคัญกับพืชทางเลือกอื่นๆถือว่าไม่มีความเป็นธรรม

 

ปัญหาเหล่านี้เกิดจากโครงสร้าง การรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง กลไกท้องถิ่นถูกทำให้อ่อนแอ ชุมชนขาดภูมิคุ้มกัน ชาวบ้านถูกทำให้โง่และกลายเป็นเหยื่อของบริโภคนิยม เห็นผิดเป็นชอบโดยไม่รู้ตัว

 

สรุปบทเรียน

 

1)    การทำให้สิทธิส่วนรวมกลายเป็นสิทธิส่วนบุคคล บทเรียนสำคัญของหมู่บ้านในการสูญเสียพื้นที่ส่วนรวม (การถูกแย่งชิงสิทธิชุมชน) คือ การใช้นโยบายโครงการรูปแบบต่างๆ (นอร์มินีของระบบทุน) เช่น การเข้ามาของเครื่องมือประมงทำลายล้าง อวนรุน อวนลาก นโยบายการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำนากุ้ง ปาล์น้ำมัน เป็นต้น ทำให้เกิดการคบคิดของกลุ่มทุน อิทธิพล และกลไกของรัฐ ใช้กุสโลบายแยบยลขโมยสมบัติส่วนรวม(สิทธิชุมชน) มาเป็นสมบัติส่วนบุคคล โดยอาศัยจุดอ่อน คือความเขลา ความไม่รู้และหลงผิดของชาวบ้าน สุดท้ายชาวบ้านกลายเป็นเหยื่อ จนในที่สุดที่ดินและพื้นที่หากินก็หลุดมือ ไปอยู่ในมือของนายทุนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (ดูเหมือนว่าชอบธรรมอีกด้วย) กรณีที่บ้านบางปลาหมอลูกหลานไม่มีอาชีพต้องกลายเป็นโจรขโมยกุ้งในที่ดินตัวเอง บาดเจ็บและเสียชีวิตมิหนำซ้ำยังถูกประณามจากชาวบ้านด้วยกันเองโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือขโมยคนแรก

 

2)    มีการพัฒนาที่ไม่เข้าใจท้องถิ่นจำนวนมากทำลายกลไกที่ช่วยสร้างความเป็นธรรมของชุมชน โครงการพัฒนาที่ชุมชนขาดการมีส่วนร่วมมักขาดความเข้าใจท้องถิ่น ส่วนใหญ่สร้างผลกระทบกับฐานทรัพยากรที่เป็นพื้นที่ส่วนรวม/หรือสิทธิชุมชนแต่เดิมซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกให้เกิดการแบ่งปันและกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้เกิดความเสียหาย เกิดความไม่เป็นธรรม แต่เดิมเมื่อยังมีป่าอุดมสมบูรณ์ผลประโยชน์และทรัพยากรกระจายตัวไปถึงชาวบ้านที่เข้าไปใช้ประโยชน์ทำมาหากินในป่าอย่างทั่วถึงและยังเปิดให้คนข้างนอกมีสิทธิ์เข้าไปแบ่งปันและร่วมใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้ตามศักยภาพ ปัจจุบันผลประโยชน์และทรัพยากรเปลี่ยนมือไปและกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่มีทุนเพียงไม่กี่คน

 

3)    การเข้ามาของการพัฒนาและสิ่งใหม่ๆทำให้ความสัมพันธ์ภายในชุมชนลดน้อยถอยลง หลังจากโครงการตามนโยบายของรัฐแทรกซึมเข้ามาในหมู่บ้าน ความสัมพันธ์ในชุมชุนมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมลง คนในหมู่บ้านห่างเหินกันมากขึ้นตัวใครตัวมัน การรวมกลุ่ม การสื่อสารระหว่างกันน้อยลง ชุมชนเสียภูมิต้านทานต่อภัยคุกคาม เพราะฐานทรัพยากรส่วนรวมซึ่งเคยเป็นแหล่งอาชีพและเป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ถูกเปลี่ยนมือและเปลี่ยนแปลงไปเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลจนหมด ปัจจุบันสิทธิส่วนบุคคลมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ความรู้สึกส่วนรวมลดน้อยลง

 

4)    การทำประชาคมยังเป็นจุดอ่อนในชุมชนที่ยังไม่เข้มแข็ง ปัจจุบันผู้นำนิยมทำประชาคมเพื่อขอมติเสียงข้างมากตามระบอบประชาธิปไตย แต่การทำประชาคมในหมู่บ้านกับชาวบ้านที่มีภูมิต้านทานต่ำมีจุดอ่อนเพราะชาวบ้านอ่อนแอ ขาดความรู้ ความเข้าใจกับสิ่งใหม่ที่เข้ามา ประชาคมจะกลายเป็นเครื่องมือของระบบทุนไปโดยชอบธรรม เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อและตามผู้นำ ถ้าผู้นำคบคิดและได้ประโยชน์จากนโยบาย หรือโครงการก็อาจทำให้เกิดความเสียหายกับชุมชนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาได้ อีกทั้งในส่วนของชาวบ้านเองก็มีความหวังว่าจะได้ประโยชน์จากโครงการ แต่มองไม่เห็นผลกระทบและความไม่ยั่งยืนที่จะตามมาในอนาคตสุดท้ายก็ได้รับผลกรรมไปโดยไม่

 

5)    คนดั้งเดิมกลายเป็นคนกลุ่มน้อยและถูกกดดัน คงต้องสร้างหลุมหลบภัย ปัจจุบันพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ทางสังคมที่ทำหน้าที่เป็นกลไกให้เกิดความเป็นธรรม นับวันจะลดน้อยถอยลง จากการคุกคามของกระแสทุนนิยมผ่านนโยบายการพัฒนาของรัฐรูปแบบต่างๆ ทำให้ชุมชนที่มีวิถีชีวิตดั้งเดิมกลายเป็นชนกลุ่มน้อยถูกกีดกันและเสียโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรที่เป็นธรรม คนกลุ่มนี้จะมีความคิด ความรู้สึกต่อต้านและขัดแย้งกับกระแสและต้องดิ้นรนปรับตัวตามลำพัง เพราะสังคมส่วนใหญ่ รวมทั้งนโยบายมองไม่เห็นคุณค่า ในชุมชนพื้นที่ศึกษาทั้ง 5 หมู่บ้านจะมีกลุ่มชาวบ้านเหล่านี้ที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจปรากฏการณ์ลุกขึ้นมาเรียนรู้ เรื่องจัดการตนเอง มีการปรับตัวเพื่อตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงข้างหน้า

 

6)    ชาวบ้านลืมความรู้และคุณค่าของท้องถิ่นและติดกับดักบริโภคนิยม ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นคุณค่าและมูลค่าของฐานทรัพยากรณ์ในท้องถิ่น ประเมินไม่เป็นและเชื่อมโยงไม่ได้ ทำให้ไม่เห็นความสำคัญและไม่มีข้อมูลและความรู้ในการตัดสินใจ ชาวบ้านส่วนใหญ่ถูกกระทำผ่านนโยบายและโครงสร้างทางสังคม กลายเป็นเหยื่อติดกับดักบริโภคนิยมโดยไม่รู้สึกตัว

 

7)    การสูญเสียเชิงซ้อน ชาวบ้านต้องสูญเสียหลายชั้น หลายมิติ เช่น กรณีบ้านปาเซปูเต๊ะ การขุดลอกป่าสาคู สิ่งที่ชาวบ้านต้องเสีย = (รายได้จากต้นสาคู+รายได้จากสัตว์น้ำ+รายได้จากการทำนา+รายได้จากสัตว์ป่า+รายได้จากที่ดินที่ทำการขุดลอก+รายได้จากสุนทรียภาพของพื้นที่+มูลค่าในการป้องกันภัยพิบัติ+งบประมาณของโครงการ) เป็นต้น แต่นโยบายหรือโครงการพัฒนาส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ภูมินิเวศภูมิวัฒนธรรมท้องถิ่นเท่าที่ควร การพัฒนาที่ชาวบ้านชอบต้องคิดแบบองค์รวมและต้องคำนึงถึงคุณค่าทุกมิติ

 

8)    การพัฒนาขาดการมีส่วนร่วมกับท้องถิ่น ไม่มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างชาวบ้านในพื้นที่กับโครงการ ก่อนการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดการยอมรับผลดี/ผลเสียร่วมกัน

 

9)    ศาสนาและวัฒนธรรมจัดการจิตใจ จิตใจจัดการชุมชนและทรัพยากร ชาวบ้านในท้องถิ่น 3 จังหวัดชายแดนใต้มีความเชื่อและศรัทธาในศาสนาและวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการจัดการทางด้านจิตใจให้รู้จักพอเพียง ไม่โลภไม่เบียดเบียนและอยู่ในกรอบจารีตประเพณีทำให้มีข้อจำกัดและไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะไปแข่งขันกับระบบทุนนิยมที่เน้นการเอารัดเอาเปรียบหรือการเก็งกำไรในทางเศรษฐกิจ การดิ้นรนตามกระแสของชาวบ้านจึงมักไม่ประสบความสำเร็จ การใช้นโยบายที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จึงควรให้ความสำคัญกับศาสนาวัฒนธรรม มากกว่าการเมืองและการทหารในการแก้ปัญหาของพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูฐานทรัพยากรและวัฒนธรรมซึ่งเป็นกลไกทางสังคมให้กลับมาทำหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรมเหมือนเดิม จะช่วยลดเงื่อนไขของความขัดแย้ง คนกับคน เชื่อว่าคนกับธรรมชาติก็จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขอีกครั้ง

 

10) สุขภาพองค์รวมลดลง ผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นต่อสุขภาพองค์รวมของชุมชน สุขภาพองค์รวมในที่นี้หมายถึงสุขภาพที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต เป็นสุขภาวะโดยรวมอันเกิดจากสุขภาวะทางกาย จิต และสังคมซึ่งต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ยากที่จะแยกออกจากกันเป็นส่วนๆหรืออย่างโดดๆได้ (พระไพศาล วิสาโล, 2551) โดยใช้การพิจารณาตามเกณฑ์นี้สุขภาวะของชุมชนในพื้นที่ศึกษามีแนวโน้มเสื่อมลงเมื่อเปรียบเทียบกับแต่ก่อน นายอุมา สือแต ที่บ้านบางปลาหมอเล่าว่าเมื่อก่อนชาวบ้านอยู่ลำบากแต่มีความสุข ไม่ค่อยมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาปากท้อง ยาเสพติดและการลักขโมยมีน้อยมาก แต่พอป่าชายเลนกลายเป็นนากุ้งทุกอย่างเปลี่ยนไป สุขภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ตัวชี้วัดสำคัญคือปลาตีน และนกน้ำที่เคยมีมากหายไปและเห็นได้ยาก เหยี่ยวแดงที่กินปลาตีนก็พลอยหายไปด้วย เมื่อก่อนชาวบ้านหาสัตว์น้ำได้ง่าย กินอาหารสดที่หามาได้เองจากป่าและชายฝั่งใกล้เคียง แต่ปัจจุบันวิถีการกินเปลี่ยนไป ต้องขายปลาสดเพื่อเอาเงินไปซื้อปลาเน่าหรืออาหารคุณค่าต่ำที่ราคาถูกกว่ามาบริโภคแทน นอกจากนั้นแล้วชาวบ้านบางปลาหมอต้องมีความทุกข์ความวิตกกังวลกับปัญหาเยาวชนติดยาเสพติด การลักเล็กขโมยน้อย กลายเป็นความเครียดซึ่งเชื่อมโยงไปสู่โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆที่จะตามมา

 

ข้อเสนอแนะ

 

1)    นโยบายควรสร้างโอกาสทางการศึกษาให้มีกระบวนการเรียนรู้ เข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับท้องถิ่น การจัดการตนเองและให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกให้กับประชาชนเพื่อว่าจะได้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่หลงผิดต่อไป

 

2)     รัฐควรเปิดโอกาสและให้การสนับสนุนทางเลือกที่เกิดจากการตัดสินใจของประชาชนเองจึงจะเกิดความชอบธรรม

 

3)    การพัฒนาใดๆต้องผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่นอย่างแท้จริง ต้องให้เกิดความเข้าใจ เข้าถึง ก่อนจะมีการพัฒนา

 

4)    ควรฟื้นฟู “เฮาะออแฆฆามา” หรือ ความเป็นส่วนรวม ซึ่งอาจหมายถึงฐานทรัพยากร ภูมิปัญญาหรือ จารีตประเพณีในท้องถิ่นที่เป็นกลไกทางสังคมที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากร และช่วยลดความกดดันจากความขัดแย้ง

 

5)    ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนมีการรวมตัวกันปฏิบัติการในชุมชนเพื่อรักษาฐานทรัพยากรของตนเอง สร้างกลุ่มและพัฒนาเป็นเครือข่าย ฟื้นฟูความสัมพันธ์คนกับคน คนกับธรรมชาติ

 

6)    ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการวิจัยชุมชนโดยคนข้างใน เพื่อรู้จักตนเอง

 

7)    การพัฒนาใน 3 จชต.ต้องให้ความสำคัญกับศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นอันดับแรก

 

 

คำสอนโบราณ

 

มีคำสอนของมุสลิม กล่าวถึงยักษ์ดายา ซึ่งเป็นยักษ์ตาเดียว ตัวใหญ่มากขนาดความลึกของทะเลแค่ตาตุ่มของมัน ไม่อาจกำหนดรูปร่างได้ว่ามันเป็นเช่นไร เมื่อมันลืมตาสิ่งที่อยู่ขวางหน้าก็จะถูกเผาไหม้เป็นจุล มันกินไม่รู้จักอิ่ม มันถ่ายไม่รู้จักหยุด และมันไม่รู้จักตาย มันชอบหลอกมนุษย์ให้หลงเชื่อและยอมเป็นทาสรับใช้มัน แต่ทำไมเราไม่เห็นมัน มันอยู่ที่ไหน?