g878

สรุปสาระสำคัญ

ความสำคัญของการดำเนินการ

 

โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การจัดกระบวนการเรียนรู้ประชาชนชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม กรณีอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของผู้ปฏิบัติงานด้านพัฒนาสังคมของสองขบวนหลักในภาคเหนือคือ ขบวนเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองโดยสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) และคณะทำงานประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.ภาคเหนือ) โดยสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการนี้มีเป้าหมายการทำงานที่สำคัญคือ การเพิ่มอำนาจประชาชนเพื่อให้มีความสามารถในการจัดการท้องถิ่นของตนเองโดยมีการทำงาน 3 ด้านควบคู่กันคือ การสร้างรูปธรรมการจัดการตนเองของท้องถิ่น การสื่อสารกับสังคม และการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับกฎหมายนโยบาย เป้าหมายดังกล่าวเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดในเรื่องท้องถิ่นจัดการตรงเอง

 

ส่วนการผลักดันให้ท้องถิ่นหรือจังหวัดจัดการตนเอง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสำนึกของประชาชนได้เปลี่ยนจากเป็นผู้รอรับการพัฒนามาเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาด้วยตนเอง รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารราชการแผ่นดิน จากระบบรวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลางมาสู่การกระจายอำนาจให้ภูมิภาค หรือจังหวัดที่มีความพร้อมสามารถบริหารจัดการตนเองได้ ดังนั้น การทำงานของโครงการจึงเน้นสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทั้งผู้ปฏิบัตงาน กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ นักวิชาการ และหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นสถานการณ์ที่ชุมชน/ตนเองเผชิญอยู่ และร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ต้องการ โครงการวิจัยนี้ได้ทำการทบทวนประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงของชุมชนในพื้นที่ตัวอย่าง 3 หมู่บ้านคือ (1) บ้านแจ่มหลวง (กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ) ตำบลแจ่มหลวง (2) บ้านเสาแดง (กลุ่มชาติพันธุ์ลีซู) ตำบลแจ่มหลวง และ (3) บ้านดงสามหมื่น (กลุ่มชาติพันธุ์ม้ง) ตำบลแม่แดด โดยในระหว่างการปฏิบัติงานทางองค์กรพี่เลี้ยงหรือคณะทำงานได้เก็บรวบรวมและประมวลข้อมูล สังเคราะห์ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจโดยเฉพาะในเรื่องความไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และพัฒนาข้อเสนอทางนโยบายท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อประชาชนหรือกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง

 

ดังที่กล่าวแล้วว่าโครงการนี้มีเป้าหมายหลักคือ การเสริมสร้างรูปธรรมการจัดการตนเองของท้องถิ่นในมิติของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ เพื่อนำรูปธรรมที่เกิดขึ้นมารณรงค์ร่วมกับภาคประชาสังคมในจังหวัดที่อยู่ระหว่างการผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจมาที่ระดับจังหวัด ฉะนั้นเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน 3 ประการคือ

 

1. ศึกษากระบวนทัศน์ เงื่อนไข และบทเรียนการจัดการเรียนรู้เพื่อการจัดการตนเองในการเพิ่มอำนาจของประชาชนกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง

 

2. เสริมสร้างและพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อการจัดการตนเองของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ศึกษา โดยพื้นที่ดังกล่าวนี้มีฐานะที่เป็นพื้นที่ต้นแบบของเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และของจังหวัดเชียงใหม่ในเรื่องยุทธศาสตร์การจัดการตนเองของท้องถิ่น

 

3. เพื่อพัฒนาความร่วมมือ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคีประชาสังคม นักวิชาการ และหน่วยงานราชการให้เข้ามามีส่วนร่วมในการหนุนเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อการจัดการตนเองของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง

 

สถานการณ์ชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Peoples: IPs) ในพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา

 

เป็นช่วงระยะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก  โดยเฉพาะหลังจากมีการประกาศให้พื้นที่ 3 ตำบล (แจ่มหลวง วัดจันทร์ และแม่แดด) ยกขึ้นมาเป็นอำเภอใหม่ล่าสุด (ลำดับที่ 878) ของประเทศไทย และเป็นอำเภอที่25  ของจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 21 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นชาวปกาเกอะญอ  หรือประมาณร้อยละ 95  อาศัยอยู่ 18 หมู่บ้าน  ที่เหลือเป็นชาวม้ง (2 หมู่บ้าน) ลีซู (1 หมู่บ้าน) รวมประชากรประมาณ 13,000 คน จึงถือเป็นระยะเปลี่ยนผ่านของชุมชนท้องถิ่นที่ต้องพบกับปัญหาต่าง ๆ ให้แก้ไขร่วมกันมากมาย อาทิเช่น ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน  โดยเฉพาะการใช้อำนาจกลไกรัฐและระบบราชการในการจัดระเบียบสังคมใหม่ในพื้นที่ การเข้ามาของระบบทุนนิยม/วัฒนธรรมบริโภคนิยม การกว้านซื้อที่ดินของนายทุน การส่งเสริมปลูกพืชพาณิชย์เชิงเดี่ยว ธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นต้น  ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนและระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่  โครงสร้างตามประเพณีเกิดความอ่อนแอ และการล่มสลายของวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นในที่สุด

 

ประสบการณ์การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมของประชาชนในพื้นที่  

 

ประชาชนในพื้นที่มีประสบการณ์การต่อต้านนายทุนและเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้สัมปทานตัดป่าสนในเขตตำบลวัดจันทร์  ผลจากการเคลื่อนไหวคัดค้านที่เข้มข้นและขยายเป็นวงกว้าง จนในที่สุดทำให้คณะกรรมการบริหารโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์มีมติให้ยุติแผนการตัดไม้สนและการเดินเครื่องยนต์โรงเลื่อยขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในพื้นที่ลง  ต่อมาได้มีการยกระดับการต่อสู้มาสู่การพัฒนาเครือข่ายลุ่มน้ำชื่อ “กลุ่มฮักเมืองแจ่ม” ช่วยกันดูแลสายน้ำแจ่มจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ  มีการประยุกต์ความเชื่อดั้งเดิม (เช่นการทำพิธี “เด่ปอถู่” ) มาปรับใช้ควบคู่กับการจัดทรัพยากรในพื้นที่ด้วย   เมื่อมีอำเภอใหม่เกิดขึ้น  ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้เป็นอำเภอในฝันที่เน้นความเจริญเติบโตที่สอดคล้องกับธรรมชาติและวิถีวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง  แต่หน่วยงานราชการ ก็เริ่มการแผ่ขยายอำนาจตามความเคยชิน ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารศูนย์ราชการอำเภอที่ไม่ได้เน้นมีการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่  จนกระทั่งชาวปกาเกอะญอในพื้นที่มีการจัดตั้งสภา “แอะมือเจะคี” (คนรักขุนแจ่ม) เพื่อเป็นเวทีพูดคุยปัญหาที่เกิดขึ้นและเปิดเวทีระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตของชุมชนและอำเภอใหม่มาอย่างต่อเนื่อง  และมีความพยายามที่จะเชื่อมประสานกับชุมชนชาวม้งและลีซูให้เข้ามาร่วมด้วย   ตลอดจนแกนนำชุมชนในพื้นที่ได้เข้าร่วมเรียนรู้ประสบการณ์ภายนอก ร่วมผลักดันนโยบายสาธารณะ การนำนโยบายที่เป็นประโยชน์มาปฏิบัติการจริงในพื้นที่ และมีความพยายามประสานความร่วมมือกับสถาบันวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และเครือข่ายภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องมาหนุนเสริมการพัฒนาศักยภาพประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

 

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองกับอำเภอกัลยาณิวัฒนา

 

large_page71

 

กรณีความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐที่ครอบงำความคิดและจำกัดพื้นที่ยืนของชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่  นำมาสู่การถกเถียงและแลกเปลี่ยนในเวทีสัมมนาและรณรงค์สาธารณะเนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมือง ประจำปี 2553 เมื่อวันที่7-9 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา        ผู้แทนข่ายชนเผ่าพื้นเมืองมากกว่า 20 กลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศ พร้อมที่จะสนับสนุนให้อำเภอกัลยาณิวัฒนา เป็น “อำเภอชนเผ่าพื้นเมืองต้นแบบ” และ “สภาองค์กรชุมชนต้นแบบของชนเผ่าพื้นเมือง” แห่งแรก และจะกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของ “สภาชนเผ่าพื้นเมือง” ระดับพื้นที่ที่จะส่งเสริมให้เกิดความชัดเจนของ “สภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย” ในที่สุด   ซึ่งอำเภอนี้จะเป็นพื้นที่ที่มีการยอมรับสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและการเติบโตของท้องถิ่นที่ตั้งอยู่บนฐานวัฒนธรรมตนเองอย่างแท้จริง  โดยภาคีหลายฝ่ายได้แสดงความตั้งใจในการสนับสนุนให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการ “นโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยง” ตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 ในขณะเดียวกันเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท./Network of Indigenous Peoples in Thailand: NIPT) ได้เปิดพื้นที่สาธารณะให้กับชาวบ้านจากอำเภอกัลยาณิวัฒนาและคนทำงานจากภาคีองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น เครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง (คชส.) ได้เข้ามาร่วมเรียนรู้และสนับสนุนการปฏิบัติการของชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ดังกล่าวตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (UN Declaration on the Rights of Indigenous Peoples: UNDRIP) อย่างเข้มข้นต่อไปอีกด้วย

 

 

องค์ประกอบที่ควรเป็นหุ้นส่วนของโครงการฯ (ในส่วนชนเผ่าพื้นเมือง)   

 

อย่างน้อยควรจะประกอบด้วย

 

๑)      องค์กรชุมชนในพื้นที่และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภา “แอะมือเจะคี” เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม  เครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้ง และเครือข่ายลีซูแห่งประเทศไทย

 

๒)     องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เช่น กลุ่มคนฮักเมืองแจ่ม เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่ม  และเครือข่ายป่าชุมชน

 

๓)     ภาคีองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้อง  เช่น มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ (WISE), สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (PASED), สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT), KBC, มูลนิธิรักษ์ไทย (RTF), มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (NDF),  ฯลฯ

 

๔)     สถาบันวิชาการและภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ (คชส.) ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ฯลฯ

 

ขอบคุณภาพจาก www.oknation.net  และ  www.gotoknow.org