justice301 

 

นพนันท์ วรรณเทพสกุล  : คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

1.     เส้นทางยุทธศาสตร์ที่เน้นเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย

 

เวลาที่เราพูดถึงนโยบายสาธารณะบางอย่าง โดยเฉพาะส่วนที่ดำเนินไปตามยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจแบบมุ่งการเติบโต นโยบายเหล่านี้มีฐานความคิดมุ่งตอบสนองเพื่อคนบางกลุ่ม มีส่วนหนึ่งที่ไม่มากนักมุ่งเป้าหมายเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบแรกหรือแบบหลัง นโยบายที่ตอบสนองคนเฉพาะกลุ่มหรือคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ตอบสนองต่อคนทุกภาคส่วนในสังคม มักไม่ครอบคลุมถึงคนชายขอบ เราจะท้าทายนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักในบ้านเรา ซึ่งก็ครอบสังคมมานานแล้ว ให้ขยับออกจากแนวคิดหลักในเรื่องของ Export-oriented อย่างไร เราจะมุ่ง Growth อย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในแง่ของระบบที่เป็นกรอบใหญ่ของสังคม

 

การมุ่งสู่ Equity ที่ผ่านมาเน้นไปที่แนวคิด “ยุทธศาสตร์เชิงคุ้มครองกลุ่มที่เสียเปรียบ” เป็น Target poor of the poor  และขณะนี้แรงงานถือเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย ซึ่งในกลุ่มแรงงานมีคนที่ถูกทอดทิ้งหรือที่ตกหล่นไปอยู่จำนวนหนึ่ง ขณะที่ยุทธศาสตร์ของความพยายามจะสร้างการคุ้มครองให้กับ poor of the poor ของเรายังต่อไม่ติดกับสังคมในภาพใหญ่ และเดินไปในจังหวะที่ไม่ได้สอดรับกัน

 

2.    สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

 

ปัญหาอุปสรรคอย่างแรกของยุทธศาสตร์ poor of the poor คือ “ฐานข้อมูล” ของกลุ่มเสี่ยง  เราไปเลือกจับจุด กลุ่ม poor of the poor  เราจึงไม่สามารถชัดเจน อาจเป็นเพราะกลุ่มเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาและไม่แสดงภาพชัดเจนให้บันทึกไว้เป็นสถิติของทางราชการ ในจังหวะที่สังคมกำลังปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอย่างขนานใหญ่ บวกกับมีการต่อสู้ขับเคี่ยวเชิงนโยบายที่หวังผลทางการเมืองอย่างหนักหน่วงในปัจจุบัน โครงสร้างที่กำลังปรับเปลี่ยนนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นชัดมาก สะท้อนด้วยภาพสังคมชนบทระดับล่างมีความขัดแย้งกันลงไปถึงระดับชุมชนที่เกิดความแตกแยกกันอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่น นโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย เมื่อก่อนสังคมตั้งอยู่บนฐานของผู้นำชุมชนแบบจารีต แต่ขณะนี้กำลังเดินหน้าไปสู่สังคมอีกแบบหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นสังคมแบบสิทธิมากขึ้น มีสิทธิทางการเมือง มีสิทธิในเรื่องของประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงตรงนี้มันยังไม่สุดทาง ขณะที่ยังเปลี่ยนแปลงไม่สุดเราจึงพบเห็นความล้นเกินบางอย่าง เป็นต้นว่าหากพวกใครมีอำนาจก็สามารถที่จะเกาะเกี่ยวเข้าไปสู่ผลประโยชน์ในระดับที่ดีกว่าเพื่อนๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกัน มันกลายเป็น “ระบบพวกพ้อง” อีกแบบหนึ่งขึ้นมา

 

ปัญหาอย่างที่สองคือในทางการเมืองก็มีเรื่องของการทำประชานิยม ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบอุปถัมภ์ไปสู่การพึ่งพาในนโยบายของรัฐมากขึ้น ช่วงนี้ประชาชนในกลุ่มฐานล่างกำลังเรียนรู้เรื่องของสิทธิของตนเอง สังคมกำลังเปลี่ยน Norm ครั้งใหญ่ โดยที่เราไม่ได้บอกกล่าว เมื่อก่อนเราอยากให้เขาเปลี่ยน แต่ขณะนี้เขาเปลี่ยนแปลงไปโดยอัตโนมัติ ในภาวะที่กำลังปรับเปลี่ยนทางด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม วิธีคิด เหล่านี้ มันสร้างโจทย์คล้ายกับเรื่องของความเป็นชุมชนแบบเดิมที่กำลังสูญสลาย กลายเป็นเรื่องของ “ชุมชนสมัยใหม่” เราและคนในสังคมส่วนหนึ่งยังเชื่อมั่นว่าชุมชนนั้นคือทางออก แต่ในขณะนี้ชุมชนอยู่ที่ไหน แล้วภาวะที่ชาวบ้าน ประชาชนกำลังเปลี่ยนแปลงเรื่องของวัฒนธรรม วิธีคิดของตนเอง ชุมชนแบบใหม่ควรจะเป็นอย่างไร เราจะอยู่อย่างไรในสภาวะของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะอยู่อย่างไรในโลกาภิวัตน์

 

3.    ข้อจำกัดของประเทศรายได้ปานกลาง

 

เมื่อ 3-4 ปีก่อน มีการถกเถียงกันและได้มีการชี้ scenarios ว่า ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งนำไปสู่การปะทุของอะไรอีกหลายอย่าง ในทางสองแพร่ง ถ้าไม่ไปหา “รัฐสวัสดิการ” เราจะเข้าสู่ “ประชานิยม” หลังจากนั้น จึงคิดและเสนอทางออกด้วยเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” หรือ “สวัสดิการถ้วนหน้า” แต่หน่วยราชการบอกว่าเป็นไปไม่ได้ และเมื่อ TDRI  ทำงานชิ้นหนึ่งออกมาซึ่งเป็นการวิเคราะห์เรื่อง “สวัสดิการถ้วนหน้า”  ซึ่งไม่ได้แปลว่าเมืองไทยต้องเป็นสวัสดิการทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้เป็น Welfare State แบบที่ประเทศรายได้น้อยจะเป็นไม่ได้ แต่วิเคราะห์ภายใต้ต้นทุนที่เรามี และมีการพูดถึงรายได้ด้วยว่าจะเอารายได้จากไหนมา และอะไรที่น่าจะเป็น core welfare สำคัญในด้านต่าง ๆ วิเคราะห์ทุกกลุ่มอายุ ทุกกลุ่มเป้าหมายออกมาเป็น recommendation ชุดหนึ่ง  ผลสุดท้ายรัฐสวัสดิการก็เป็นแค่ธง ซึ่งเป็น action อย่างหนึ่ง สำหรับประเทศไทย ยังเดินไปสู่แนวรัฐสวัสดิการในเชิงความคิด คล้าย ๆ กับว่าให้เลือกอันนี้เป็นหัวข้อหนึ่งซึ่งอยู่บนชั้นที่จัดไว้ให้ ข้อจำกัดของประเทศรายได้ปานกลางกับความคิดรัฐสวัสดิการจึงหมายความถึงยุทธศาสตร์ poor of the poor ยังจะต้องขยับไปต่ออย่างไม่อาจปฏิเสธได้

 

4.    แก้ปมที่เหลื่อมล้ำ

 

ในช่วง 2 ปีมานี้ เราต้องก้าวเดินไปสู่แนวทางที่จะต้องเปลี่ยนชุมชนให้เป็นชุมชนสมัยใหม่ แล้วชุมชนสมัยใหม่นี้ที่จะเข้ากันได้กับทั้งชุมชนเมืองและชุนชนชนบท ซึ่งชนบทก็กลายเป็นเมือง ภาครัฐและทุนเปิดรับโลกาภิวัตน์มาช่วงหนึ่งแล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะมี AEC มันก็คือแนวทางของโลกเสรีนิยม เราจะต้องมีการสื่อสารทางสังคมและต้องกระตุกว่าจะเคลื่อนไปในแนวเสรีนิยมแล้ว หลักความยุติธรรมเสรีนิยมในแนวที่เราควรจะเลือก ไม่ใช่เสรีนิยมแบบอิสระ ไม่แทรกแซง หรือวางอยู่บนหลักของการให้สิทธิประโยชน์คนบางกลุ่มเพื่อเร่งเติบโตอีกแล้ว ควรจะต้องเป็นแนวที่นึกถึงความเสมอภาคมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราควรแก้ไขปมเหลื่อมล้ำทางสังคมในแง่ของการเปลี่ยนบรรทัดฐานว่า เราจะมุ่งไปสู่สังคมแบบเสมอภาคมากขึ้น ซึ่งควรจะมีมิติที่จะคุ้มครองคนในสังคมได้อย่างถ้วนหน้า ถ้าขยับไปไกลกว่านั้นได้อีกคือ สังคมที่เราอยากจะเห็นว่าเสมอภาค เรียกว่า “สังคมประชา(เท่าเทียมกัน)”  ถ้าหากจะควานหาหลักหมุดที่จะใช้ชี้ปมที่เหลื่อมล้ำและเราก็ได้พยายามทดลองทำ “เกณฑ์บ่งชี้ความยุติธรรม” โดย review แนวคิดหลาย ๆ แนว อย่างเช่น แนววัฒนธรรมชุมชน แนวคิดเรื่องของความสุข แนวคิดเรื่องของความยุติธรรมสังคมสมัยใหม่ ฯลฯ และนำเสนอเป็นข้อเสนอเบื้องต้นถึงตัวชี้วัดความเป็นธรรม เราพบว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ class, power, self-respect และ non-discrimination   และข้อค้นพบต่อไปคือการแก้ปมที่เหลื่อมล้ำที่จะได้ผลดีที่สุดสำหรับคนกลุ่มเสียเปรียบที่สุดในสังคมไทยคือ “การไม่เลือกปฏิบัติ”  ซึ่งควรมีนัยยะถึงนโยบายสาธารณะที่เป็นอยู่ในด้านต่างๆทุกด้านคือ ยุติการปฏิบัติที่ไม่เสมอภาคต่อกลุ่มคนที่แตกต่าง อย่าให้เกิดสองมาตรฐานทางเศรษฐกิจสังคม ทั้งนี้ ควรจะดำเนินไปด้วยกลไกเชิงสถาบันใหม่ๆ หรือปรับปรุงกลไกเดิมให้มีมิติของความเสมอภาค

 

justice302

 

 

5.    ก้าวต่อไปข้างหน้า

 

ในโครงการ “Closing the Gap” เขาพยายาม address ตัว social determinants of health ซึ่งมี 3 จุดหลักคือ 1. เรื่องค่าจ้างเป็นธรรม หรือ งานที่มีคุณค่า 2. เรื่องความคุ้มครองทางสังคม 3. เรื่องการสนับสนุนการรวมตัวกันและเพิ่มอำนาจต่อรองของแรงงาน ในแวดวงวิชาการของเมืองไทยอะไรคือ arguments ของ social determinants เราขอเสนอเพิ่มเติมจากทั้งสามเรื่องข้างต้นอีกคือ เรื่อง Green GDP, Clean Industry, Fair Trade, Good Governance และ Non-discrimination