ความเป็นธรรมทางสังคม

สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

งานวิจัยโครงการพัฒนาความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อสังคมสุขภาวะ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดำเนินงานตั้งแต่ปี 2554-2555 ได้มองลึกไปถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างและรากเหง้าที่เอื้อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองในสังคมไทย และชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มักเสียเปรียบที่สุดในโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำ ก็คือกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในสังคมไทย เช่น กลุ่มแรงงาน เกษตรกร กลุ่มชาวเล กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น กลุ่มคนเหล่านี้มักได้รับผลกระทบมากที่สุดจากโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียม และมักถูกผลักให้กลายเป็นกลุ่มชายขอบของสังคม แม้ว่ารัฐไทยจะมีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและมีนโยบายด้านการ “พัฒนา” แต่กลุ่มคนที่ยากจนกลับจนลงและมีสุขภาวะที่ย่ำแย่ลง ในขณะที่คนที่มีอำนาจและผู้ที่มีฐานะร่ำรวยกลับได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ นำไปสู่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ถูกถ่างให้ห่างจากกันเรื่อยๆ เป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น

 

แนวคิดของความยากจน

ความยากจนไม่ได้เป็นเพียงเพราะเรื่องของบุคคล เช่น ยากจนเพราะชาติกำเนิด ฟ้าลิขิต หรือความเกียจคร้าน แต่อาจเป็นเพราะ “ถูกทำให้ยากจน” เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมแบบใหม่ที่ประเทศไทยเปิดรับ เช่น ระบบทุนนิยมเสรี ระบบอำนาจการเมืองแบบรวมศูนย์ เป็นต้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับทัศนะของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งมองว่าความยากจนดำรงอยู่ได้เพราะระบบต่างๆ ในสังคมเป็นผู้กระทำให้มันเกิดขึ้น และกระทำให้มันดำรงอยู่ โดยปัจเจกบุคคลเป็นเหยื่อของปรากฏการณ์ทางสังคมนั้น

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดความยากจนขึ้นในสังคมไทยมีอยู่สองประการใหญ่ๆ คือ 1. การจัดการทรัพยากรที่รวมศูนย์โดยรัฐ โดยรัฐจัดสรรทรัพยากรโดยมุ่งเอาผลกำไรเป็นตัวตั้ง แทนที่จะมองการดำรงชีวิตของคนเป็นตัวตั้ง ทำให้เกิดการกีดกันคนจำนวนมากไม่ให้เข้าถึงทรัพยากรที่รัฐเอาไปใช้เพื่อทำกำไรในตลาด หรือไม่ก็ปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นตกอยู่ในมือของผู้ที่สามารถทำกำไรในตลาดได้ 2. เมื่อคนถูกกีดกันไม่ให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ถูกกีดกันนี้มักเป็นคนจน คนเหล่านี้จึงไม่มีอำนาจในการต่อรอง ความด้อยอำนาจของคนจนเป็นเหตุให้เขายิ่งจนลงและไม่มีทางเงยหัวได้เลย โดยนอกจากคนจนจะไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่เป็นตัววัตถุ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติได้แล้ว พวกเขายังไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง และทรัพยากรทางการเมืองสมัยใหม่ เช่น สื่อต่างๆ ซึ่งสามารถเป็นช่องทางให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถแสดงออกถึงความต้องการของพวกเขาได้

 

เมื่อพูดถึงความยุติธรรมในสังคม เราควรมองประเด็นเรื่องความยุติธรรมในสังคมไทยเป็นสองส่วน กล่าวคือ ส่วนที่เปิดเผย ซึ่งสามารถมองเห็นข้อเท็จจริงจากปรากฏการณ์สังคมทั่วไป และส่วนที่ซ่อนเร้น หมายถึง ส่วนที่แทรกตัวอยู่ในสังคมที่สลับซับซ้อน นพนันท์ได้มองภาพความเหลื่อมล้ำในสังคมเป็นสามมิติ กล่าวคือ ในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

• ด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สามารถมองเห็นได้จากปรากฏการณ์ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ทรัพย์สิน และการถือครองที่ดิน ซึ่งบ่งชี้ว่ามีบางกลุ่มร่ำรวย บางกลุ่มยากจน

• ด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโครงสร้างทางสังคมที่กำหนดให้คนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน เช่น การจัดช่วงชั้นของสังคม ความแตกต่างทางเพศ เชื้อชาติ อายุ ความไม่สมประกอบ หรือสถานภาพของบุคคล เป็นต้น

• ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของอำนาจ ที่มองว่าคนส่วนหนึ่งในสังคมไร้สิทธิ์ไร้เสียง เข้าไม่ถึงสิทธิทางการเมือง หรือมีสิทธิน้อยกว่าคนกลุ่มอื่นในสังคม ความเหลื่อมล้ำเช่นนี้เกิดขึ้นได้ในโครงสร้างสังคมที่มีกลไกทำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่มีอำนาจมาก มีสิทธิพิเศษเหนือกว่า หรือเข้าถึงทรัพยากรและบริการต่างๆได้มากกว่าผู้ที่อยู่ในกลุ่มทีมีอำนาจด้อยกว่า

ความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนเร้น เป็นความเหลื่อมล้ำในมิติทางวัฒนธรรม ที่อยู่ลึกในโครงสร้างของสังคม และเป็นความเหลื่อมล้ำในเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบจุดเทียบเคียงในระดับใดระดับหนึ่ง ที่อยู่บนโครงสร้างของสังคมที่มีช่วงชั้น ซึ่งถูกกำกับด้วยแบบแผน วิธีคิด และกฎระเบียบสังคม

 

ปัญหาความยากจนในสังคมไทย ไม่ได้มาจากการขาดแคลนทรัพยากร แต่มาจากการกระจายทรัพยากรอย่างไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม จะเห็นได้จากการจัดการทรัพยากรสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดิน แนวทางการจัดการทรัพยากรสาธารณะที่ผ่านมาจัดวางอยู่บนฐานคิดทุนนิยมเสรีโดยไม่ได้ปรับเงื่อนไขการใช้ประโยชน์และกลไกที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน ปัญหาดังกล่าวได้ถูกตอกย้ำให้เป็นปัญหามากขึ้นด้วยการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า หรือ “นโยบายประชานิยม” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ผลที่เกิดขึ้นคือ จำนวนคนชายขอบเพิ่มขึ้น และกำลังนำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงของปัญหาที่รุนแรงมากกว่าเดิม ในขณะเดียวกันชุมชนและชนบทซึ่งทำหน้าที่เป็นตาข่ายที่รองรับผู้คนที่ตกหล่นได้อย่างดีในอดีต ก็มีความเสื่อมถอยลงไปมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้นนโยบายประชานิยมยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะผู้ใช้นโยบายประชานิยมจะมองประชาชนว่ามีความด้อยกว่า เป็นกลุ่มคนที่ยากจนกว่า ใช้การแจกจ่ายงบประมาณโดยมองข้ามความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นในสังคม ประชานิยมเป็นการแก้ปัญหาด้วยการสงเคราะห์ให้เปล่า แทนการสร้างศักยภาพ ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น ประชานิยมเป็นเสมือนการเมืองแบบใหม่ ที่อาศัยความสัมพันธ์ทางตรงระหว่างผู้นำกับประชาชนในลักษณะคล้ายพ่อปกครองลูก ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะคนจนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นต่างไปจากผู้ปกครองได้ เพราะจะทำให้ถูกตัดความช่วยเหลือ ระบบดังกล่าวจึงเปิดโอกาสให้ผู้นำรวบอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ มีการรวมศูนย์ทางอำนาจและกลายเป็นเผด็จการในที่สุด อย่างไรก็ตามนพนันท์มองว่า “ความเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่” จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ โดยประชาชนจะต้องเน้นการรวมพลัง เคลื่อนไหวร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันของกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคมที่ถูกชนชั้นปกครองเอารัดเอาเปรียบ

 

การเบียดขับเกษตรกรให้เป็นคนชายขอบ

กลุ่มเกษตรกรนับว่าเป็นกลุ่มคนที่มักจะได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐและโครงสร้างทางสังคมที่เบียดขับให้พวกเขาไปสู่ความยากจนและสุขภาวะที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ แม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 จะได้รับรองสิทธิชุมชน (ม.66, 67) การมีส่วนร่วมของประชาชน (ม.67) โดยมีเป้าหมายเพื่อการรักษาทรัพยากรและสภาพแวดล้อมธรรมชาติอย่างสมดุลยั่งยืน ให้ประชาชนดำรงชีพอย่างปกติสุข ไม่เกิดอันตรายต่อคุณภาพชีวิต จัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น รัฐธรรมนูญยังได้ระบุถึงเป้าหมายด้านการเกษตร ซึ่งอยู่ภายใต้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่า สนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรีและเป็นธรรมโดยอาศัยกลไกตลาดและสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน (ม.84) เป้าหมายความเป็นธรรมในการเกษตรของรัฐไทยนั้นมีความซับซ้อนและลักลั่น เนื่องจากในด้านหนึ่งอยู่บนฐานสิทธิการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เน้นความสมดุล ยั่งยืน และเท่าเทียมเป็นหลัก แต่อีกด้านหนึ่งวางอยู่บนฐานนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐด้านเศรษฐกิจ ที่มีทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจเสรี และเป็นธรรม โดยใช้กลไกตลาดและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ความไม่ลงตัวของทิศทางนโยบายทางการเกษตร ว่ารัฐจะให้น้ำหนักระหว่างประสิทธิภาพตามกลไกตลาดหรือหลักความเป็นธรรมมากกว่ากัน อย่างไรก็ดี เมื่อหลักนโยบายการเกษตรอยู่บนฐานความเป็นธรรม ความยั่งยืนนิเวศและฐานทรัพยากรตามหมวดเรื่องทรัพยากร พร้อมกับอยู่บนฐานนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นความเป็นธรรมแบบประโยชน์นิยม จึงสามารถเห็นได้ว่ากลุ่มต่างๆในสังคมต่างก็ใช้รัฐธรรมนูญไปตามแนวคิด อุดมการณ์ของตน ดังปรากฎว่ารัฐและกลุ่มทุนเลือกที่จะผลักดันการเกษตรไปในทิศทางประโยชน์นิยมโดยเอาหลักเสรีนิยมและหลักเป็นธรรมนิเวศเป็นเพียงส่วนขยาย ขณะที่กลุ่มทางสังคมที่ผลักดันเรื่องเกษตรยั่งยืน มุ่งไปที่หลักเสรีนิยม ความเป็นธรรมนิเวศ โดยเอาเรื่องประโยชน์นิยมทางเศรษฐกิจเป็นส่วนขยาย
การขยายตัวบทบาทรัฐกับทุน

จากการที่รัฐผูกขาดทรัพยากรและส่งเสริมให้เอกชนมาสัมปทานทรัพยากร ควบคุมระบบการผลิตและการค้าเกษตรกรรม ทำให้กลุ่มทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัททำไม้ บริษัทเหมืองแร่ โรงสีข้าว บริษัทค้าอาหารสัตว์ และบริษัทการเกษตรต่างๆ เติบโตอย่างรวดเร็วจนสามารถควบคุมกำกับโครงสร้างฐานทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรได้มาก การเติบโตของกลุ่มทุนนั้นเป็นไปตามที่รัฐต้องการ เพราะรัฐก็ได้ผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเก็บค่าเช่าทางเศรษฐกิจจากกลุ่มทุน รัฐมุ่งสร้างความเติบโตของเมืองและอุตสาหกรรมเป็นศูนย์กลางโดยใช้ฐานทรัพยากรและการเกษตรเป็นฐาน

 

โลกาภิวัตน์เป็นอิทธิพลที่สำคัญอันหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมในสังคมขึ้น ในสภาวะโลกาภิวัตน์ที่มีปัจจัย เงื่อนไข และตัวกระทำการต่างๆ ที่หลากหลาย ก้าวข้ามพรมแดน “รัฐ” ได้เป็นสถาบันทางสังคมหลักในการจัดสรรสิทธิประโยชน์ทางสังคมเหล่านี้ ปมปัญหาอยู่ตรงที่รัฐในฐานะสถาบันทางสังคมหลักได้จัดสรรสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ แก่สมาชิกสังคมไปในทิศทางที่ “ไม่ถูกต้อง” “ไม่สมเหตุผล” แก่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เน้นความเท่าเทียม ไม่สอดรับกับสิทธิวัฒนธรรมที่เน้นสภาวะการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล และความยั่งยืนของนิเวศ ดังนั้นโครงการวิจัยของอีสานและโครงการอื่นๆในโครงการพัฒนาความเป็นธรรมฯ จึงต่างพากันระบุตรงกันว่า รัฐเป็นกลไกสำคัญที่นอกจากจะล้มเหลวในการสร้างความเป็นธรรมแล้ว ยังเป็นปัญหาหลักของความไม่เป็นธรรมเสียเอง อย่างไรก็ตาม เราพึงตระหนักว่า ความไม่เป็นธรรมไม่ได้มีสาเหตุเพียงแต่รัฐเท่านั้น ความไม่สมดุลของการพัฒนาและการปล่อยให้มีการเอารัดเปรียบในสังคมนั้น มีปัจจัยมาจากพลังของทุนและสังคมเองด้วย

 

โครงการที่ได้ทำการศึกษาต่างระบุตรงกันว่ารัฐเป็นผู้กระทำแย่งชิงทรัพยากรจากพวกเขา หรือปิดกั้นการเข้าถึงทรัพยากร เช่น การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ การสร้างเขื่อนกั้นน้ำ เป็นต้น แต่เปิดทางให้กลุ่มทุนเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรนพื้นที่ สิ่งที่ขวบวนการท้องถิ่นเหล่านี้เรียกร้องคือ สิทธิของความเป็นพลเมืองที่ควรได้รับการปฏิบัติ การจัดสรรทรัพยากรที่เท่าเทียมกัน หรือการได้มาซึ่งสิทธิที่ถูกช่วงชิงไป หรือในด้านกลับกันได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมปกป้องทรัพยากรสาธารณะ แนวคิดและวาทกรรมของการต่อสู้จากท้องถิ่นจึงเป็นเรื่อง “สิทธิ” ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเกษตรกร หรือสิทธิชุมชน
การสูญเสียคุณค่าและวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่มาพร้อมกับความไม่เป็นธรรมคือ อัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ถูกกลืนหรือทำให้พร่ามัวไป ศูนย์กลางอำนาจหรือรัฐได้สร้างวาทกรรมด้านอัตลักษณ์ที่มักมองว่าชุมชนท้องถิ่นเป็นศัตรูต่อการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ ที่เห็นได้ชัดคือ การยัดเยียดอัตลักษณ์ให้กลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงว่าเป็น “ชาวเขา” ซึ่งมีนัยของการเป็นกลุ่มคนที่อาจไม่ใช่คนไทย อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง มีส่วนร่วมค้ายาเสพติด ตัดไม้ทำลายป่า และขาดการพัฒนา ทั้งหมดนี้เป็นวาทกรรมที่รัฐไทยสร้างขึ้นก่อให้เกิดภาพลักษณ์ในทางลบ และสร้างความเป็นอื่นแก่ชนเผ่าพื้นเมือง นอกจากนั้น ชุมชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ยังเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการปิดกั้นอัตลักษณ์และการกลืนกลายอัตลักษณ์วัฒนธรรม จากการพัฒนาของรัฐ

ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ซ่อนเร้นยังปรากฎในรูปของอำนาจต่อรองระหว่างเกษตรกรและนายทุนที่แตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือ เกษตรกรมีอำนาจน้อยลง ขณะที่กลุ่มทุนมีอำนาจมากขึ้น ซึ่งปัญหานี้สืบเนื่องมาจาก การที่ชุมชนสูญเสียสิทธิในการเข้าถึงและจัดการฐานทรัพยากร ตลอดจนถูกปิดกั้นการมีส่วนร่วมในการกำหนดการพัฒนาและอัตลักษณ์ของตนเอง ผลักดันให้เกษตรกรต้องประสบความเสี่ยงในการดำรงวิถีชีวิตตนเอง ความไม่เป็นธรรมในระบบฐานทรัพยากร การผลิต และกลไกตลาดทั้งหมดนี้ ทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยไม่อาจรับภาระ และเผชิญความเสี่ยงต่อไปได้ จึงต้องเปลี่ยนจากวิถีเกษตรไปเป็นแรงงานรับจ้างในและนอกภาคการเกษตร และเผชิญกับความไม่เป็นธรรมในระบบแรงงานที่มีการขูดรีดแรงงาน ได้รับความเสี่ยง และเผชิญกับความไม่มั่นคงในการดำรงชีพซึ่งมีความเลวร้ายไม่ต่างกัน

กระบวนการลดทอนคุณค่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ความเป็นชุมชน และกระบวนการสร้างสมความไม่เป็นธรรมทางสังคม-วัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมีลักษณะบางประการที่เอื้อให้ความไม่เป็นธรรมขยายวงกว้างขึ้น และหนักหน่วงขึ้นอย่างแยบยลและแนบเนียน นั่นหมายถึงว่าความไม่เป็นธรรมกำลังเจริญเติบโตไปได้อย่างปกติสุข เพราะผู้คนเห็นว่าความไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคม หรือเห็นว่าไม่มีหนทางแก้ไขหรือทางเลือกอื่นใด เหตุปัจจัยของความแนบเนียนมีสามประการกันคือ

 

• ความไม่เป็นธรรมทางสังคม-วัฒนธรรมมีความเป็นนามธรรมสูง เมื่อเทียบกับความเป็นธรรมเรื่องแรงงาน (เห็นเป็นรูปธรรมจากลักษณะงานและชั่วโมงการทำงาน การให้สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน ฯลฯ) เรื่องเศรษฐกิจ (เห็นเป็นรูปธรรมจากรายได้) เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ (เห็นเป็นรูปธรรมจากการจัดการดิน น้ำ ป่า ฯลฯ) แล้ว การที่ชุมชนและวัฒนธรรมถูกลดทอนและทำให้กลายเป็นชายขอบนั้นดูจะเป็นเรื่องที่เห็นและบรรยายให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมได้ยากกว่า นอกจากนั้น กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมนั้นเป็นไปอย่างช้าๆ ค่อยสะสม ใช้เวลาเนิ่นนาน แต่ก็มักจะส่งผลกระทบหรือซ้ำเติมต่อวิถีชีวิตในมิติอื่นๆ ด้วย และกว่าจะรู้และและเข้าใจก็มักจะสายเกินแก้ หรือเมื่อหันกลับมารู้เท่าทันก็ปรากฏว่าต้นทุนทางสังคม-วัฒนธรรมสึกกร่อนไปเกือบหมดแล้ว เช่นการที่วิถีชนบทถูกลดทอนคุณค่าให้เป็น “บ้านนอก-คอกนา” แต่ขณะที่เมืองถูกยกย่องให้เป็น “แหล่งความเจริญ” ทำให้ค่อยๆ เกิดปรากฏการณ์ “การอพยพย้ายถิ่น” “เมืองโตเดี่ยว” “ชนบทล่มสลาย” ที่ส่งผลต่อสังคมโดยรวมและทำให้จุดแข็งทางวัฒนธรรมและประสิทธิภาพของทั้งเมืองและชนบทถูกทำลายไป วัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนใหญ่อย่างยอมรับ เคารพ ให้เกียรติ และดูแลกัน แทบจะสูญสิ้นไปแล้ว นอกจากจะเป็นนามธรรมแล้ว “วัฒนธรรม” ยังมีความซับซ้อนและมีความเป็นพลวัตในความหมายของ “ชีวิตวัฒนธรรม” ไม่ใช่ “ศิลปวัฒนธรรม” ที่อาจจะมองให้หยุดนิ่งหรือตายตัว นำมาแยกส่วนเพื่อเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้

 

• ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น มักจะถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบ ผลกระทบในลักษณะผสม (mixed impact) หรือการมีทั้งได้มีทั้งเสีย (trade-off หรือ lost-gain) ทำให้ฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า มีเสียงมากกว่าจะย้ำเตือนให้เห็นถึงผลด้านบวกเป็นหลัก หรือยิ่งไปกว่านั้น ก็มักจะใช้ฐานคิดที่รองรับความเป็นบวกนั้น เช่น ใช้แนวคิด “อรรถประโยชน์นิยม” (Utilitarianism) โดยให้เหตุผลของประโยชน์สูงสุดเพื่อคนส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงมีความชอบธรรมแล้วที่คนส่วนน้อยจะต้องเสียสละ การอ้างฐานคิดเช่นนี้มีส่วนสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม และอันที่จริงแล้วต้องยอมรับกันว่าความไม่เป็นธรรมนี้สร้างประโยชน์ให้คนบางกลุ่มและคนบางกลุ่มนี้ก็อาจจะเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งตามทัศนะของ John Rawls แล้วเป็นการมองประโยชน์โดยรวมและมองข้ามผู้คนที่ทุกข์ร้อน

 

นักคิด Antonio Gramsci ได้พูดถึง “ทฤษฎีการครอบงำทางวัฒนธรรม” (Theory of cultural hegemony) หมายถึง สภาพที่สังคมมีวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลาย แต่ทว่ามโนทัศน์และวัฒนธรรมกลับถูกนิยามและกำหนดโดยผู้นำที่มีอำนาจ ทำให้เกิดการยอมรับร่วมกันในที่สุด (imposed and accepted as the cultural norm) ความไม่เป็นธรรมนี้จึงเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างหรือเชิงสถาบัน (institutionalized social inequality) ซึ่งทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติเชิงที่ถ่ายทอด ตอกย้ำ ผลิตซ้ำ และฝังรากอยู่ในสถาบันต่างๆ ทางสังคม (institutionalized discrimination) และการฝังรากลึกและแนบเนียนเช่นนี้ทำให้เราแทบจะไม่รู้สึกว่าสิ่งนี้คือการเลือกปฏิบัติหรือเป็นความไม่เป็นธรรมชนิดหนึ่ง แต่ในทางตรงกันข้ามกลับรู้สึกว่าเป็น “เรื่องปกติธรรมดาในสังคม”
• ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นถูกรองรับด้วยวาทกรรมที่ตอกย้ำฝังแน่น หรือถูกรองรับด้วยกระบวน การที่ทำให้ผู้คนเหินห่างจากความเป็นจริงทางสังคม วาทกรรมบางชุดถูกตอกย้ำและผลิตซ้ำจนครอบงำไปถึงระดับใต้จิตสำนึก หากไม่มีการตั้งคำถามและเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุยก็จะกลายเป็น “ความเป็นจริงอีกชุดหนึ่ง” เช่น “คนจนเพราะความขี้เกียจ” หรือ “ไม่มีความจนในหมู่คนขยัน” นอกจากนี้ ความศรัทธาในเสรีนิยมใหม่ที่แทรกซึมเข้าไปในระบบคิดของสาธารณชนก็ทำให้คำพูดอย่างเช่น “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลกและไม่จำเป็นต้องเข้าไปขัดขวางหรือแทรกแซง ยิ่งไปกว่านั้น การทำให้ชีวิตของผู้อื่นดูเสมือนอยู่ไกลไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันปกติของเรา (irrelevant) ก็ตอกย้ำความ “ต่างคนต่างอยู่” และทำให้ความรับผิดชอบหรือเยื่อใยถูกตัดตอนออก

 

กระบวนการทำให้ผู้คนเหินห่างจากความเป็นจริงทางสังคมส่วนหนึ่งมาจากกระแสความเป็นสมัยใหม่ การผลิตแห่งยุคสมัยหรือวัฒนธรรมอุตสาหการในปัจจุบัน คือการกระจายงานให้แหล่งผลิตที่ต้นทุนราคาถูกที่สุดผลิตแต่ละส่วนขึ้นมาแล้วนำมาประกอบกันเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง กระแสโลกาภิวัตน์รวมทั้งความห่างไกลและซับซ้อนของกระบวนการทำให้มนุษย์ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน (Complacency) และผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องรู้ถึงภาระรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อผู้ผลิตหรือผู้ที่อยู่ในระบบนิเวศที่ทรัพยากรถูกดึงออกมาใช้ และในทางกลับกัน ผู้ผลิตก็สนใจเรื่องปริมาณและประสิทธิภาพของการผลิตจนกระทั่งสวัสดิภาพของผู้บริโภคอาจจะลดความสำคัญลง และเยื่อใยความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ ก็จบลงที่สมการ “จ่ายเงินตามมูลค่า” แล้ว ท้ายที่สุด ความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ก็ถูกมองเป็นความเป็นธรรมและชอบธรรม
สู่ชีวิตที่ดีกว่าเดิม

 

ดังนั้น การประยุกต์แนวคิดชุมชนสมัยใหม่ โดยการมองชุมชนในฐานะของพื้นที่ในการสื่อความหมาย แสดงออกผ่านความเคลื่อนไหวทางสังคม ชุมชนในมิติของความเคลื่อนไหว เป็นเสมือนพื้นที่ของการสร้างสรรค์ความรู้สึกนึกคิด เป็นพื้นที่ของการมีส่วนร่วมพร้อมไปกับการเสริมพลังอำนาจต่อรอง (empowerment) จะสอคคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว ที่จะทำให้ชุมชนซึ่งประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย เข้ามาร่วมกันเคลื่อนไหวด้วยความสำนึกต่อหลักการบางอย่างร่วมกัน และชุมชนจะถูกสร้างขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ในกระบวนการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ความคิดที่แฝงอยู่แล้วในระบบคุณค่าและโครงสร้างของอุดมการณ์พื้นฐาน โดยทิศทางการเคลื่อนตัวของสภาพการปรับตัวของชุมชนเป็น 4 ลักษณะคือ

 

1. การเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการก้าวออกจากจากเป็นชาวนา (de-peasantization) และเปลี่ยนจากฐานทรัพยากรไปสู่ฐานทุนมากขึ้น ตัวอย่างชุมชนกลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม และแรงงานนอกภาคทางการบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานนอกระบบ

 

2. ภาวะก้ำกึ่งก้าวออกจากการเป็นชาวนา แต่ยังพึ่งพิงกับฐานทรัพยากร ตัวอย่างกลุ่มนี้ได้แก่ เคริอข่ายเกษตรกรรายย่อย เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน และเครือข่ายเกษตรกรภาคตะวันออก

 

3. หันเข้าสู่กระบวนการการเป็นชาวนา (re-peasantization) และยังอิงกับฐานทรัพยากรอยู่มาก ตัวอย่างกลุ่มนี้ได้แก่ เครือข่ายชาติพันธุ์ส่วนหนึ่ง และกลุ่มชาวบ้านสามจังหวัดชายแดนใต้ส่วนที่เกี่ยวพันกับระบบเกษตรพันธะสัญญา

 

4. กลับเข้าสู่กระบวนการเป็นชาวนา ในบริบทที่เชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์อย่างลึกซึ้ง ตัวอย่างกลุ่มนี้คือ เครือข่ายตลาดข้าวทางเลือก และวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคนม

 

ทั้งนี้สังคมไทยได้เคลื่อนไปสู่สังคมพหุวัฒนธรรม ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มคนที่เสียเปรียบจึงมีความแตกต่างกันออกไป การปรับตัวของชุมชนพบจุดที่น่าสนใจคือ พรมแดนของความรู้และการช่วงชิงความหมายจึงแตกต่างกันด้วยเช่นกัน กระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมต่างๆ นี้ได้นำวาทกรรมการพัฒนาจากความคิดทางสังคมสายเสรีนิยม มาใช้รวมตัวกันสร้างเอกภาพในการเคลื่อนไหวทางสังคมของตน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับรัฐและทุนเอกชน การเคลื่อนไหวดังกล่าวคือการสร้างชุมชนสมัยใหม่ ซึ่งล้วนมีเป้าหมายในการสร้างความหมายและความเข้าใจในสิทธิชุมชนของสังคม

 

การแก้ไขปมเหลื่อมล้ำทางสังคมในแง่ของการเปลี่ยนบรรทัดฐาน ว่าเราจะมุ่งไปสู่สังคมแบบเสมอภาคมากขึ้น ซึ่งควรมีมิติที่จะคุ้มครองคนในสังคมได้อย่างถ้วนหน้า มุ่งไปสู่ความเป็น “สังคมประชา” การแก้ปมเหลื่อมล้ำที่จะได้ผลที่สุดสำหรับกลุ่มคนที่เสียเปรียบที่สุดในสังคมไทยคือ “การไม่เลือกปฏิบัติ” อย่าให้เกิดสองมาตรฐานทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ ควรจะดำเนินไปด้วยกลไกเชิงสถาบันใหม่ๆ หรือปรับปรุงกลไกเดิมให้มีมิติของความเสมอภาค ดังนั้นสองเงื่อนไขสุดท้ายที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้นสำหรับการพัฒนาความเป็นธรรมทางสังคมของขบวนการเคลื่อนไหวทุกกลุ่มคือ “ธรรมภิบาลที่ดี” และ “การไม่เลือกปฏิบัติ” ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการเสริมสร้างความสมานฉันท์และการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมได้อย่างแท้จริง

 

ติดตามรายละเอียดงานวิจัยได้ที่
โครงการพัฒนาความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อสังคมสุขภาวะ www.social-agenda.org