justice201 

 

ไพสิฐ  พาณิชย์กุล : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ในหลายๆ คดีที่ศาลตัดสินนั้น ศาลตัดสินโดยใช้การฟังจากผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรณีมาบตาพุด อุตสาหกรรมลำพูน ฯลฯ  หากเราปล่อยให้ความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นถูกตัดสินจากการใช้อำนาจของศาลสร้างบรรทัดฐานอย่างเดียว จะเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมาก สะท้อนถึงการ form ความคิดของกฎหมาย

 

ความยุติธรรมทางสังคม เป็นผลสะท้อนความไม่เป็นธรรมจากตัวบทกฎหมาย สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้จะเป็นการตั้งคำถามกับระบบในทางกฎหมายที่เรามีอยู่ว่าเป็นอย่างไร

 

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับความหมายของความยุติธรรมทางสังคม แนวคิดความยุติธรรมแบบตะวันตก ที่มาความยุติธรรมมาจากตัวระบบกฎหมาย การปกครอง สิทธิที่จะได้รับความเท่าเทียมกัน สิทธิในการได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงของสังคม ตัวกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับได้ จึงทำให้เกิดสิ่งที่จะต้องไปสู่การเปลี่ยนแปลง ความยุติธรรมทางสังคมคือตัวหนึ่งที่ทำให้ความยุติธรรมทางกฎหมายเกิดการขยับ

เมื่อพูดถึงความยุติธรรมทางสังคม มี 2 แนวที่พูดกัน แนวแรกคือ การพูดถึงข้อถกเถียงความเป็นอุดมคติ ความเป็นปรัชญาของความยุติธรรมทางสังคม อีกแนวคือ การปฏิบัติการหรือการเคลื่อนไหวทางสังคม แนวนี้เติบโตและน่าจะตรงกับเรื่องที่เรากำลังคุยกันอยู่ คือ การพูดเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหว หรือการตั้งคำถาม

 

มีการพูดถึงความยุติธรรมทางสังคมในเรื่องอะไรกันบ้าง  บางประเทศมีการพูดถึงเรื่องนี้โดยตรง แต่ละที่มีเฉดของการให้ความหมายที่ต่างกัน ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกัน หากเป็นแนวที่พูดถึงความยุติธรรมทางสังคมในเชิงอุดมการณ์ จะใช้แนววิพากษ์ คือการเอาข้อเท็จจริงต่างๆมาดูว่าเป็นอย่างไร และตั้งคำถามกับระบบต่างๆที่มีอยู่ในสังคม เช่น ตั้งคำถามกับการดำเนินคดี กฎหมาย ระบบกฎหมาย แนวคิด การเอาผิด  แต่หากเป็นแนวเคลื่อนไหว จะเป็นในลักษณะการเคลื่อนไหวเชิงสาธารณะ การเคลื่อนไหวที่เป็นกลุ่มเพื่อตอบโจทย์เชิงโครงสร้างของการเคลื่อนไหวระยะยาว ไม่ใช่เรื่องการทำงานแบบสังคมสงเคราะห์ ประชานิยมต่างๆ แต่นำไปสู่การแก้ไขที่ตัวรากเหง้าปัญหา มีการเสริมพลังอำนาจให้ให้คนที่มีปัญหาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงในเชิงสถาบัน

 

สาระสำคัญหลักที่ได้ร่วมกันไม่ว่าจะเป็นแนวไหน สิ่งแรกคือ การตั้งคำถามกับความเป็นจริงของเรื่องนั้นๆ ว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่  และตัวโครงสร้างที่มีอยู่จะไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ อย่างไร ซึ่งเมื่อลองเทียบโยงกับกฎหมายที่ใช้กัน วิธีการที่เขาพูดกันน่าจะเป็นจุดตัดที่ชัดเจนระหว่างความยุติธรรมทางกฎหมายกับความยุติธรรมทางสังคมว่า วิธีการของความยุติธรรมทางกฎหมายใช้ตัวบทกฎหมายเป็นตัวตั้ง เมื่อลากไปให้ถึงกระแสความคิด ก็สืบเนื่องมาจากความเชื่อในเรื่องความชัดเจนของกฎหมาย ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ กฎระเบียบชุมชนต่างๆ ที่เขียนกันเอาไว้จะไม่มีโอกาสเข้ามาในระบบนี้

 

กลไกในการบังคับใช้กฎหมายใช้คู่กรณีในการแก้ปัญหา การหวังว่าจะมุ่งแก้ไปให้ถึงโครงสร้างเป็นไปได้ยาก เพราะมุ่งแก้ปัญหาความขัดแย้งเฉพาะเรื่อง เป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้านเบื้องต้นที่ใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งที่เห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ซ่อนอยู่ที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบกฎหมายได้ก็ไม่ได้โผล่เข้ามาในนี้  นี่คือสิ่งที่ทำให้เห็นถึงข้อจำกัดของความยุติธรรมทางกฎหมายอย่างมาก

 

ข้อเสนอในการนำความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมทางสังคมไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างไร หรือนำไปสู่แนวทางที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้อย่างไร  เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงระหว่างความยุติธรรมทางสังคมและความยุติธรรมทางกฎหมายอยู่ ดูได้จากรัฐธรรมนูญ มีการพูดถึง informative action คือการใช้มาตรการที่ส่งเสริมการเลือกปฏิบัติที่ขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมบุคคลให้สามารถเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพได้ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ก็เท่ากับว่าในเรื่องกฎหมายเองก็ยอมรับข้อจำกัดของกฎหมายและพยายามสร้างมาตรการต่างๆให้ความยุติธรรมทางสังคมเข้ามาได้ หรือคำที่ปรากฏในกฎหมายหลายฉบับว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม นี่เป็นการเขียนกฎหมายที่เปิดช่องให้ผู้ใช้กฎหมายดึงความยุติธรรมมาใช้

 

แต่ปัญหาคือในบ้านเราไม่มีการทำแบบนี้ ศาลตัดสินคดีโดยมุ่งไปสู่ความสำเร็จของคดีมากกว่าการให้เกิดความเป็นธรรมกับคู่กรณี หรือการเอาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นของคู่กรณีนั้นไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในทางสังคม เราจึงเห็นปัญหาเกิดขึ้นซ้ำๆ เพราะศาลไม่เคยนำไปเสนอสภาหรือฝ่ายบริหารในการปรับแก้  หรือไม่เคยใช้กลไกที่มีอยู่ในอนุสัญญาสมาชิก ไม่ว่าจะเป็น 97 98 ของ ILO หรือประเด็นสิทธิมนุษยชนต่างๆ นอกจากนี้มีการพูดถึงบทบาทของผู้บังคับใช้กฎหมาย คือผู้พิพากษาตีความกฎหมายโดยใช้มิติความยุติธรรมด้วย ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการโต้แย้งกันอย่างมากในแวดวงนักกฎหมายว่า บทบาทผู้พิพากษาจะไปถึงขนาดนั้นได้อย่างไร และดูจะเป็นเรื่องอันตรายที่ศาลจะเป็นผู้เขียนกฎหมายเอง หรือว่ากลไกที่มีกฎหมายเปิดช่องอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีมากมาย แต่จะทำให้ใช้ประโยชน์ได้ก็ต้องมีปฏิบัติการร่วมกัน

 

 justice202

 

ข้อสรุปของการเชื่อมโยงระหว่างความยุติธรรมทางสังคมกับความยุติธรรมทางกฎหมาย วงกลมเป็นความยุติธรรมทางสังคม พื้นที่ไม่เหมือนกัน สามเหลี่ยมเป็นความยุติธรรมทางกฎหมาย ซึ่งส่วนไหนมันตรงกันก็ไม่เป็นปัญหา แต่ที่เป็นโจทย์ใหญ่คือ สามเหลี่ยมนี้ แนวคิดปรัชญาทางกฎหมายนี้ไม่หมุน การหมุนคือการดึงเอาประเด็นความยุติธรรมทางสังคมเข้ามาสร้างความเป็นธรรม แต่ด้วยข้อจำกัดที่ทางกฎหมายช้ายิ่งทำให้ความยุติธรรมทางสังคมเกิดขึ้นได้ยาก

 

เราจะทำอย่างไรให้กฎหมายที่มีทำให้เกิดการปกครองที่เป็นธรรม ไม่ใช่มีกฎหมายเพื่อทำให้เกิดความกลัว หรือทำให้สงบราบคาบ ซึ่งรัฐฝ่ายเดียวไม่พอ แต่ต้องพูดถึงคนในสังคมลุกขึ้นมาจัดการด้วย กระบวนการนี้ต้องมีความเคลื่อนไหวของสังคมร่วมในการตั้งคำถามเรื่องความยุติธรรมทางสังคมเมื่อปะทะกับความยุติธรรมทางกฎหมายว่าจะเป็นอย่างไร

 

ล่าสุด เกษตรพันธะสัญญาในพื้นที่ลพบุรีที่เข้าไปทำประมาณ 6-7 เจ้า 70 กว่าล้าน และมีที่ปราจีนบุรี ระยอง ประชาชนถูกฟ้องคดี มีการนำสืบเรื่องความเสี่ยงที่ถูกผลักภาระจากบริษัท ศาลไม่รับฟัง ศาลบอกว่าไปดูแล้ว ไปค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตแล้วว่าไก่ที่ถูกเลี้ยงหากมันจะตาย ตายเพราะอะไร ศาลก็พยายามค้นข้อมูลมาตัดสิน แต่ปรากฏว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียวคือจากบริษัท ความรู้ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแง่ของกฎหมายคือโจทย์ใหญ่ที่จะนำไปสู่จุดเปลี่ยน