...สู่ความเป็นธรรม
ทางสุขภาพและสังคม
โครงการพัฒนาความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อสังคมสุขภาวะ
รายงานสุขภาพสังคม
สถานการณ์ความไม่เป็นธรรม

กลุ่มเศรษฐกิจแรงงาน

กลุ่มเศรษฐกิจแรงงานพูดถึงอย่างชัดเจนในเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการ ความเสี่ยงและความไม่มั่นคง พูดถึงสิทธิในการรวมกลุ่ม การได้รับสวัสดิการทั่วถึง ได้รับค่าจ้างเพียงพอต่อการดำรงชีพได้ทั้งครอบครัว เป้าหมายการแทรกแซงคือ การมีงานทำที่สุขใจ ปลอดภัย และวาทกรรมใหม่คือ การมีงานที่มีคุณค่า การจ้างงานที่เป็นธรรม

กลุ่มเกษตรทรัพยากร
กรณีข้าวและชาวนา

กลุ่มเกษตรทรัพยากรเสนอการเปิดโอกาสการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิการแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วมกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ มีการกระจายการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน มีสิทธิในการเข้าถึงอาหารปลอดภัย ความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น เป้าหมายของการแทรกแซงนี้คือ มุ่งไปสู่การมีชีวิตที่พอใจ สามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี

กลุ่มเกษตรทรัพยากร
กรณีที่ดิน

กลุ่มเกษตรทรัพยากร กรณีที่ดิน มีเป้าหมายที่สำคัญตามแนวเสรีนิยม คือมุ่งให้เกิดประโยชน์ในการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมีกติกาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มีการรับรองระบบกรรมสิทธิ์ร่วมแต่มีข้อวิจารณ์กันคือ สังคมไม่มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างยุติธรรมและเลือกปฏิบัติ

กลุ่มสังคมวัฒนธรรม

กลุ่มสังคมวัฒนธรรม ข้อเสนอเพื่อการแทรกแซงคือ ยอมรับสิทธิชุมชน มีข้อมูลเพื่อการตัดสินใจอย่างอิสระ มีสิทธิวัฒนธรรม ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้อย่างมีความสุขและความมั่นคงในชีวิต สร้างสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ต้องสนับสนุนกฎระเบียบเดิมที่ชุมชนมีอยู่ให้มีศักดิ์เสมอการใช้กฎของระบบราชการ สิทธิชุมชนเมืองคือ ต้องสร้างสิทธิกติกาชุมชนเมืองที่ยอมรับได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม สิทธิตลาดทางเลือก คุ้มครองผู้บริโภคและผู้ผลิตรายย่อย

อุตสาหกรรมขนาดใหญ่

เป็นภาวะ Zero Sum Game คือ มีคนกลุ่มหนึ่งได้จากความสูญเสียของคนอื่น ทำให้เกิดปรากฏการณ์ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพในเขตมาบตาพุดคือโรคมะเร็งโรคระบบทางเดินหายใจโรคจากการปนเปื้อนโลหะหนักและโรคจากการทำงานซึ่งถูกปกปิดมายาวนาน มีข้อเสนอให้ตั้ง Tribunal“องค์กรระงับข้อพิพาทระดับพื้นที่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม”ระงับข้อพิพาทในระดับพื้นที่ เป็นข้อเสนอในเชิงของเขตนิคมอุตสาหกรรม

ทฤษฎีอธิบายความไม่เป็นธรรม

ทฤษฎี
อธิบายความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ถ้าเราเข้าไปดูทฤษฎีของประโยชน์นิยม ทฤษฎีของเสรีนิยม และทฤษฎีของอริสโตเติล เราจะเห็นว่ามันไม่เหมือนกัน เวลาที่เราพูดถึงความยุติธรรม มันมีทั้งมโนทัศน์และความเข้าใจปะปนกัน คือพูดถึงความเป็นธรรมอย่างเดียวกัน แต่ว่ามันมีความแตกต่างในรายละเอียด ถ้าจะปฏิบัติต่อข้อเรียกร้องของทุกคนเท่ากัน เท่ากันอย่างไร ความแตกต่างในรายละเอียดแบบนี้ คือ ความเข้าใจความยุติธรรม ไม่ใช่มโนทัศน์แล้ว อันนี้จึงเป็น “ภาระของการมีดุลพินิจ” ซึ่งมันจะมีส่วนกำหนดรูปร่างของความเข้าใจความยุติธรรมที่เรามี

ทฤษฎีสังคมศาสตร์
อธิบายความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ปัญหาของ “การให้ความหมายไม่เหมือนกัน” เราจะไปใช้แค่ของ Max Weber หรือ Durkheim ก็ไม่พอ เราก็ต้องกลับมาดูอีกที อย่างเช่น กรัมชี่ (Gramsci) เป็นผู้ที่เอา Marx มาขยายความต่อในเรื่องปัญหาความไม่เป็นธรรมว่า ไม่ใช่ปัญหาเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากร หรือปัญหาการกีดกันออกจากทรัพยากร หรือไม่ใช่ปัญหาของการ “ขัดกัน” หรือ “ขัดแย้ง” แต่เป็นปัญหาของการ “บิดเบือน”หรือ “ครอบงำ” กล่าวคือ ปัญหานี้มันหนักข้อมากขึ้น

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง
อธิบายความไม่เป็นธรรมทางสังคม

ภาคการเงินได้พุ่งขึ้นเป็นสาขานำ บางทีเราจะเรียก sector ที่พูดมานี้ว่า “FIRE” ‘F’ ก็คือ Finance ‘ I’ ก็คือ Insurance ‘RE’ ก็คือ Real Estate คือมันเป็นภาคเศรษฐกิจที่อยู่ในสาขาบริการ และก็เกี่ยวโยงกับเรื่องของทางการเงินมากๆ บางทีจะย่อโดยใช้คำว่า “FIRE” การพุ่งขึ้นมาของภาค หรือบางทีจะเรียกว่าภาคการเงินกับอสังหาริมทรัพย์ ในท้ายสุด มันได้กลายเป็นต้นเหตุหลักประการหนึ่งของความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างแรงงานและทุน